background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

รู้จักภาวะ "Text Neck" เมื่อ "ก้มหน้า" เล่นมือถือจะมีน้ำหนักกดทับถึง 27 กก.

รู้จักภาวะ "Text Neck" เมื่อ "ก้มหน้า" เล่นมือถือจะมีน้ำหนักกดทับถึง 27 กก.

รู้หรือไม่? พฤติกรรม "ก้มหน้า" เล่นมือถือนานๆ นำไปสู่อาการ "Text Neck" ทำให้ปวดต้นคอ ปวดหัว ปวดหลัง เนื่องจากเกิดแรงกดทับที่ต้นคอได้ตั้งแต่ 12-27 กิโลกรัม ยิ่งก้มมากก็ยิ่งปวดคอมากตามองศาของการก้ม

ไม่เฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานที่ใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานในแต่ละวัน แต่สมัยนี้เด็กๆ วัยรุ่นวัยเรียนก็ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้นหลายชั่วโมงต่อวันเช่นกัน ชี้ชัดด้วยข้อมูลของ “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.)” หรือ #ETDA ที่สำรวจพบว่า ในปี 2565 กลุ่มคนไทย Gen Y มีการใช้เน็ตสูงถึง 8 ชั่วโมง 55 นาทีต่อวัน ตามมาด้วย Gen Z ที่ใช้เน็ตถึง 8 ชั่วโมง 24 นาทีต่อวัน ซึ่งนั่นส่งผลเสียต่อร่างกายและสายตาได้แบบไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะผู้ที่ใช้เน็ตผ่านมือถือที่มีพฤติกรรม “ก้มหน้า” มองหน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบต่อต้นคอและหลังมากขึ้นไปอีก เช่น ปวดต้นคอ, ปวดหัว, ปวดหลัง ซึ่งอาการเหล่านี้มีนิยามทางการแพทย์สมัยใหม่เรียกว่า  “Text Neck” (Text Neck Syndrome) หรือ อาการปวดคอและหลังที่เนื่องมาจากการก้มหน้าใช้งานสมาร์ทโฟน

มีข้อมูลจากงานวิจัยของ ดร.เคนเน็ต ฮานส์ราจ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังแห่งนิวยอร์ก ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ “Surgical Technology International” ฉบับที่ 25 ระบุไว้ว่า อาการ Text Neck Syndrome อาจทำให้คุณปวดคอและหลังได้ โดยผลการวิจัยนี้ค้นพบว่า การก้มศีรษะเพื่อดูมือถือในมือนั้น สามารถสร้างแรงกดดันต่อคอของคุณได้มากถึง 60 ปอนด์ หรือประมาณ 27.2 กิโลกรัม โดยยิ่งก้มหน้าต่ำมาก ก็จะยิ่งมีแรงกดทับมากตามไปด้วย 

ทั้งนี้ เขาได้แสดงผลการศึกษาเปรียบเทียบผู้ใช้งานมือถือที่มีพฤติกรรม “ก้มหน้า” มองจอในแต่ละองศา ซึ่งทุกๆ 15 องศาที่คุณเราก้มลงและโน้มศีรษะไปข้างหน้า แรงกดบนกระดูกสันหลังของคุณจะเพิ่มเป็นสองเท่า ดังนี้

รู้จักภาวะ "Text Neck" เมื่อ "ก้มหน้า" เล่นมือถือจะมีน้ำหนักกดทับถึง 27 กก.

  • ก้มหน้า 0 องศา (ไม่ก้มหน้า) จะไม่มีแรงกดทับ โดยร่างกายแบกรับแค่น้ำหนักศีรษะเพียง 5 กก.
  • ก้มหน้า 15 องศา จะมีแรงกดทับประมาณ 12.2 กก.ฃ
  • ก้มหน้า 30 องศา จะมีแรงกดทับประมาณ 18.1 กก.
  • ก้มหน้า 45 องศา จะมีแรงกดทับประมาณ 22.2 กก.
  • ก้มหน้า 60 องศา จะมีแรงกดทับประมาณ 27.2 กก.

โดยแรงกดที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนั้นทำให้กระดูกสันหลังของคุณตึง และค่อยๆ เคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมได้ อีกทั้งยังทำให้เนื้อเยื่อที่ถูกยืดออกเป็นเวลานานนั้น มักจะเกิดการอักเสบจนมีอาการเจ็บตามมา

นอกจากนี้หากยังมีพฤติกรรมก้มหน้ามองจอมือถือแบบนี้สะสมนานวันเข้า ก็จะส่งผลเสียระยะยาวคือ ทำให้กล้ามเนื้อยึดตึง หมอนรองกระดูกเคลื่อน เกิดอาการเส้นประสาทถูกกดทับ รวมถึงอาจทำให้กระดูกคอของคุณโก่งโค้งงอผิดรูปได้

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีข้อมูลจาก ดร.มิเชลล์ คอลลี่ ผู้อำนวยการฝ่ายกายภาพบำบัดในโรดไอแลนด์ ระบุไว้ด้วยว่า พฤติกรรมใช้มือถือจนเกิดอาการ Text Neck นั้น พบในผู้ป่วยที่อายุน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ

อีกทั้งการก้มหน้าและงอตัวเพื่อดูจอมือถือนนานๆ ยังสร้างปัญหาต่อระบบการเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ปอดทำงานลดลง โดยมีข้อมูลยืนยันว่าการก้มหน้าและงอตัว สามารถลดความจุของปอดลงได้มากถึง 30% 

เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง ก็อาจนำไปสู่ภาวะการขาดออกซิเจนในเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดได้ อีกทั้งนยังส่งผลกระทบต่อปัญหาทางเดินอาหาร ทำให้การย่อยไม่ดีเนื่องจากแรงกดทับที่อวัยวะภายในร่างกาย

รู้จักภาวะ "Text Neck" เมื่อ "ก้มหน้า" เล่นมือถือจะมีน้ำหนักกดทับถึง 27 กก.

อ่านมาถึงตรงนี้ คงเห็นแล้วว่าการก้มหน้าไถจอมือถือติดต่อกันนานๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ในหลากหลายมิติ ถึงอย่างนั้นคนยุคนี้ก็คงไม่สามารถหยุดก้มหน้าเล่นมือถือได้อย่างเด็ดขาด เพราะยังคงต้องใช้งานสมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวัน ดังนั้น การปรับพฤติกรรมขณะใช้งานสมาร์ทโฟนจึงเป็นสิ่งสำคัญ และน่าจะเป็นทางออกเดียวของปัญหานี้ที่พอจะช่วยให้สุขภาพร่างกายไม่แย่ลง ซึ่ง ดร.มิเชลล์ คอลลี่ มีคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังนี้

1. ตระหนักถึงร่างกายของคุณเสมอ : หากเผลอก้มหน้าและหลังงอเมื่อไรก็ให้รีบปรับให้หลังตรง

2. ปรับศีรษะและคอให้ตรงกับกระดูกสันหลัง : โดยให้เท้าของคุณราบไปกับพื้น ยกหน้าอกขึ้น ขยับไหล่ไปข้างหลัง แล้วปรับให้หูของคุณอยู่ตรงกับหัวไหล่ เพื่อไม่ให้ศีรษะของคุณโน้มไปข้างหน้ามากเกินไป 

3. ใช้แท่นวางมือถือแทนใช้มือในการถือ : ควรหาอุปกรณ์รองรับมือถือหรือป้องกันข้อมือจากน้ำหนักของสมาร์ทโฟน ทดแทนการใช้มือของคุณ เพราะหากใช้มือในการถือสมาร์ทโฟนนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อแขน บ่า ไหล่ และคอตึง เกร็ง จนเกิดอาการปวดคอและปวดหัวตามมา

4. ซื้อหูฟัง : ใช้หูฟังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนในการพูดคุยหรือประชุมเป็นเวลานาน ทดแทนการถือและยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู เพื่อช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อแขน บ่า ไหล่ 

ที่สำคัญที่สุด คือ การหยุดพักจากหน้าจอทุกๆ 20 นาที ในระหว่างที่ใช้งานสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์แบบพกพา จากนั้นให้ยืนขึ้น หมุนไหล่และคอ หรือเดินเป็นระยะทางสั้นๆ เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

------------------------------------------

อ้างอิง : CNN, clevelandclinic.orgtext-neck