เมื่อ"หมอจุ๋งจิ๋ง"เป็น"มะเร็งระยะท้าย" เรื่องที่ยากที่สุดที่ต้องทำใจ

เมื่อ"หมอจุ๋งจิ๋ง"เป็น"มะเร็งระยะท้าย" เรื่องที่ยากที่สุดที่ต้องทำใจ

เรื่องเล่าจาก"หมอจุ๋งจิ๋ง"ในการสู้กับ"มะเร็งระยะท้าย" ทั้งการคีโมและผ่าตัด แม้จิตใจจะเข้มแข็งเพียงใด แต่การเผชิญหน้ากับความตาย ไม่ง่ายเลย ลองอ่านบันทึกส่วนหนึ่งของคุณหมอ

หมอจุ๋งจิ๋ง- ชุษณา ข่ายม่าน อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ลาจากโลกนี้ไป เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2565

ในวัย 37 ปี ตอนที่เธอขอทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ พบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งระยะที่ 4 มะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย ทุกอย่างจึงต้องหยุดชะงัก และต้องรีบรักษา

เธอบันทึกไว้ในหนังสือ “เมื่อหมอเป็นมะเร็งระยะท้าย” เพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับทุก ๆ คน เนื้อหาเล่าถึงความรู้ทางการแพทย์เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ร่วมกับธรรมะจากประสบการณ์ของเธอ

เรื่องเล่าหมอจุ๋งจิ๋ง

เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ปี 64 หมอจุ๋งจิ๋งคลำเจอก้อนในท้อง และมีอาการปวดท้องมาก แต่คิดว่าเป็นช็อกโกแลตซีสต์ โรคเดิมที่เคยผ่านผ่าตัดไปหลายปีก่อน จึงกินฮอร์โมนอยู่สองปี ก็คุมอาการปวดได้ จนมีอาการปวดมากขึ้น และมีเลือดออกทางช่องคลอด

จึงคิดว่าน่าจะผิดปกติ จึงไปตรวจอัลตราซาวนด์ พบว่าเป็นมะเร็ง และกระจายไปทั่วต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ตับ หลอดเลือด และปวดอีก 24 จุด

“พ่อแม่ร้องไห้ทุกวัน ทำไมต้องเกิดกับหมอ อนาคตจบลงใน 1 สัปดาห์ที่วินิจฉัยโรค จากที่เป็นอาจารย์หมอในโรงเรียนแพทย์ ปีหน้าก็เพิ่งขอทุนไปเรียนเมืองนอก จึงต้องผ่าตัดด่วน และรักษายาวเป็นปี

ถามว่าทุกข์ไหม ก็ทุกข์อยู่ เพราะอยู่ในช่วงยังไม่ได้ตั้งหลักปล่อยวางอะไรเลย แต่หมอรู้ตัวเราเป็นหมอดูแลคนไข้ระยะท้ายมานาน รู้ว่าสุดท้ายเราไม่รอดแน่ ไม่กังวลเรื่องการรักษา เลยกดหาข้อมูล พบว่า ค่าเฉลี่ยหลังจากนี้ของคนไข้มะเร็งชนิดนี้ระยะนี้จะอยู่ได้อีก40 เดือน”

เหลือเวลาอีก 40 เดือน

40 เดือนเพียงพอสำหรับการจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง เธอบันทึกไว้ว่า หมอมั่นใจว่า มากพอที่จะนิพพาน คือ รู้ว่าร่างกายไม่รอด มีความหวังและศรัทธาเดียวคือ ใจต้องรอดพ้นจากความทุกข์ให้ได้ ไม่เอาอย่างอื่นแล้ว

“มันไม่ง่ายเลย แม้จะบริกรรม ฟังธรรม คนภายนอกมองว่า หมอเข้มแข็ง แต่มันสงบได้แต่เพียงผิวหน้าน้ำ ยังกลัวพ่อแม่เสียใจ จนเมื่อตอนรับคีโมเข็มที่ 1 มะเร็งที่ลามทั้งตัวโดนยาบอมบ์ คนอื่นเขาได้ยาแค่ 2 ตัว แต่ของหมอ 3 ตัวเป็นยาแรง

ผลคือ เวทนาทั้งแสบร้อนทั่วร่างกาย ปวดแสบตรงหน้าอกลิ้นปี่เหมือนมีแรงฉีกอกออกไปทะลุหลังสลับอาการปวดชาเหมือนน้ำแข็งกัด จนร่างกายทนไม่ไหว รู้สึกเหมือนตายเป็นครั้งแรก วนอยู่อย่างนี้สามวัน

พอเริ่มรู้ซึ้งว่า มีตัวตนไปจับยึดมันเป็นอย่างไร ทรมานเป็นอย่างไร พิจารณาความตายและความไม่เที่ยงของสังขาร ผมร่วงติดมือ มันร่วงเหมือนมดแทะ น่าเกลียดมาก ขนคิ้วขนตาร่วงหมด ผิวหนังเปลี่ยนเป็นดำลายๆ เหมือนตุ๊กแก หมดสิ้นความงามจริงๆ"

เมื่อเป็นเช่นนี้ หมอจุ๋งจิ๋ง บันทึกไว้ว่า หลวงตาบอกว่าเป็นโอกาสทองให้เร่งพิจารณา อย่ามัวติดนิสัยเดิมที่จะช่วยคนโน้นคนนี้อยู่ เพราะเวลาเราไม่มีแล้ว เมื่อพยายามความทุกข์ภายในเริ่มลดลง ร่างกายแข็งแรงขึ้น

"จนเดือนพฤศจิกายน 64 เผชิญกับความตายครั้งที่ 2 ติดเชื้อรุนแรง มีไข้สูง ปรุงแต่งภาพหลอนไปหมด ตั้งสติได้บ้าง ไม่ได้บ้าง รู้เลยยังไม่พร้อมที่จะตาย แต่หลวงตาเมตตาส่งธรรมะมากระแทกใจเราไม่หยุด

ในที่สุดมันเริ่มสงบ และเริ่มยอมรับได้ ไม่กลัวตาย ถ้าเข้าผ่าตัด หากไม่ได้กลับออกมาอีก เรายังจำเช้าวันนั้นได้ดี เป็นวันแรกที่ตื่นขึ้นมาเห็นวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ห้องพัก ......"

ตามอ่านทั้งหมดได้ที่ 

https://online.anyflip.com/wwhjd/ofbf/mobile/index.html