อภิมหาเศรษฐีจีนที่มีทรัพย์สินในต่างประเทศ ถูกเรียกเก็บภาษี ตามนโยบายสี จิ้นผิง ที่เน้นความมั่งคั่งร่วมกัน และหารายได้ทดแทนภาคอสังหาฯที่ทรุดยาว
KEY POINTS
- รัฐบาลจีนเริ่มบังคับใช้ภาษี 20% กับผลกำไรจากทรัสต์ในต่างประเทศของผู้มีถิ่นพำนักทางภาษีในจีน โดยมีเส้นตายให้ชำระภายใน 22 ตุลาคม
- มาตรการนี้อาจส่งผลกระทบต่ออภิมหาเศรษฐีจีน 8 ราย ที่ถือครองทรัพย์สินผ่านทรัสต์นอกประเทศมูลค่ารวมกว่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์
- การจัดเก็บภาษีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ความมั่งคั่งร่วมกัน” ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ให้แก่รัฐบาล หลังภาคอสังหาฯทรุดยาว
บลูมเบิร์ก รายงานว่า นับเป็นเวลาหลายปีที่ผู้ประกอบการจีนจำนวนมากใช้กลยุทธ์เดียวกันในการปกป้องความมั่งคั่งจากการจัดเก็บภาษี นั่นคือ สร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศ นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ และเก็บรักษาทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไว้ในต่างประเทศ
เส้นทางดังกล่าวไม่สามารถทำได้อย่างสะดวกอีกต่อไป หลังเจ้าหน้าที่จีนประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคมว่าจะเริ่มบังคับใช้อัตราภาษี 20% กับผลกำไรจากทรัสต์ในต่างประเทศของผู้มีถิ่นพำนักทางภาษีในจีน ผู้ที่ได้รับรายได้ดังกล่าวมีเวลาถึงวันที่ 22 ตุลาคมในการคำนวณ รายงาน และชำระภาษีโดยไม่ถูกลงโทษ
- คาดมหาเศรษฐีจีน 8 รายถูกเก็บภาษีอ่วม
ตามดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก (Bloomberg Billionaires Index) บุคคลที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ บุคคลที่ร่ำรวยที่สุด 500 คนของโลกจำนวน 8 รายและผู้รับผลประโยชน์ของบุคคลเหล่านั้น โดยเป็นอภิมหาเศรษฐีที่ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนซึ่งมีธุรกิจหลักอยู่ในจีนผ่านทรัสต์นอกประเทศ ตามข้อมูลในเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์
รัฐบาลจีนยังไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใดต่อสาธารณะ และยังไม่ชัดเจนว่ามหาเศรษฐีเหล่านี้ต้องชำระภาษีจากกำไรของทรัสต์ในต่างประเทศหรือไม่ หรือได้รับคำสั่งให้ดำเนินการดังกล่าวแล้วหรือยัง
จากการคำนวณของบลูมเบิร์ก โดยอ้างอิงเอกสารกำกับดูแล มูลค่าการถือครองของแต่ละบุคคล ซึ่งในทุกกรณีถือเป็นทรัพย์สินก้อนใหญ่ที่สุดของบุคคลหรือครอบครัว มีมูลค่ารวมประมาณ 140,200 ล้านดอลลาร์ ณ วันศุกร์ (16 ต.ค.69)
อภิมหาเศรษฐีจีนทั้ง 8 คนก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดหลายแห่งของจีน และจัดตั้งทรัสต์ไว้ในเขตปลอดภาษี เช่น หมู่เกาะบริติชเวอร์จินและหมู่เกาะเคย์แมน ในจำนวนนี้ ได้แก่ วิลเลียม ติง ผู้บริหารบริษัทพัฒนาเกม NetEase Inc. ซึ่งถือครองทรัพย์สินในต่างประเทศประมาณ 37,000 ล้านดอลลาร์ และโคลิน หวง ผู้ก่อตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซ PDD Holdings Inc. ซึ่งมีทรัพย์สินนอกจีนประมาณ 29,000 ล้านดอลลาร์
โฆษกของ China Hongqiao Group Ltd. ผู้ผลิตอะลูมิเนียม ระบุว่า การเชื่อมโยงผู้ก่อตั้งบริษัท จาง ป๋อ และผู้บริหารของบริษัท เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีครั้งนี้นั้น “ไม่มีมูลและทำให้เข้าใจผิด” ขณะที่ตัวแทนของอีก 7 บริษัทที่เหลือยังไม่ตอบรับคำขอแสดงความคิดเห็น
ทรัพย์สินในต่างประเทศจำนวนมากถูกสะสมมาจากการลงทุนที่เกิดขึ้นก่อนที่บริษัทเหล่านี้จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ หรือฮ่องกง บางบริษัท เช่น PDD และ Pop Mart มีมูลค่าพุ่งขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่เริ่มซื้อขายในตลาด ส่งผลให้ผู้ก่อตั้งกลายเป็นมหาเศรษฐี “บนกระดาษ” หลายพันล้านดอลลาร์
เควิน วู หุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมาย Ince & Co ฮ่องกง กล่าวว่า มาตรการจัดเก็บภาษีครั้งนี้กระทบต่อทรัสต์รุ่นเก่า (old money trusts) มากเป็นพิเศษ โดยระบุว่า “การเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สินจะขยายตัวอย่างมหาศาลหลังจากบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์” ว่าที่ลูกค้าหลายรายที่นำบริษัทเข้าตลาดมานานแล้ว “กำลังมองหาทนายที่คิดโครงสร้างใหม่ให้ทรัสต์ได้อย่างสร้างสรรค์ มากกว่าจะมานั่งท่องตัวบทกฎหมายเฉย ๆ” เขากล่าว โดยย้ำว่าพูดถึงประสบการณ์กับลูกค้า ไม่ได้หมายถึงมหาเศรษฐีทั้ง 8 รายที่บลูมเบิร์กระบุชื่อ
- ผลนโยบายรุ่งเรืองร่วมกัน และการหาแหล่งรายได้ภาษีใหม่
การรณรงค์จัดเก็บภาษีครั้งนี้ถือเป็นส่วนต่อขยายของนโยบาย “ความมั่งคั่งร่วมกัน” ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งรวมถึงการปราบปรามบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในประเทศและการปรับลดค่าตอบแทนผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ แม้มาตรการบางส่วนผ่อนคลายลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ภาวะซบเซายืดเยื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้กระทบฐานะการคลังของรัฐบาลท้องถิ่นอย่างหนัก ทำให้จำเป็นต้องมองหาแหล่งรายได้ใหม่
คาร์ลอส คาซาโนวา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำเอเชียของธนาคาร Union Bancaire Privée กล่าวว่า “พวกเขาจำเป็นต้องปรับโครงสร้างแหล่งรายได้ทั้งในระดับรัฐบาลท้องถิ่นและส่วนกลางให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และตอนนี้ก็กำลังมองทรัพย์สินในต่างประเทศเป็นหนึ่งในช่องทางนั้น”
แหล่งข่าวระบุเมื่อต้นปีนี้ว่า จีนได้เริ่มจำกัดการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในต่างประเทศ ซึ่งอาจได้ประโยชน์ด้านภาษีที่เอื้ออำนวย ที่ปรึกษาความมั่งคั่งและทนายความกำลังช่วยเหลือครอบครัวต่าง ๆ ให้ติดตามประวัติของโครงสร้างทรัสต์ในต่างประเทศ ย้อนกลับไปถึงช่วงที่ทรัพย์สินถูกโอนเข้าสู่ทรัสต์เป็นครั้งแรก และคำนวณว่ามีผลกำไรมากน้อยเพียงใดตั้งแต่นั้นมา
ไคย์ลี หลัว หัวหน้าฝ่ายภาษีด้านการจัดการทรัพย์สินและความมั่งคั่งของ BDO Tax Advisory กล่าวว่า “สำหรับครอบครัวที่มีโครงสร้างเหล่านี้มานานหลายปี การย้อนตรวจสอบทั้งหมดอาจเป็นงานช้างทีเดียว”
โดยภาพรวม หลัวระบุว่า บางครอบครัวกำลังมองหาวิธีทำให้โครงสร้างการเงินในต่างประเทศง่ายขึ้น ขณะที่บางรายกำลังพิจารณาปรับโครงสร้างใหม่หรือยุบโครงสร้างบางส่วน “เรายังเห็นการตั้งโครงสร้างสำนักงานครอบครัวเพิ่มขึ้นในปีนี้ด้วย” เธอกล่าว
มหาเศรษฐีทั้ง 8 รายยังไม่มีใครออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะว่าจำเป็นต้องตอบสนองต่อกฎเกณฑ์ภาษีใหม่อย่างไร หรือกำลังดำเนินการรับมือในรูปแบบใด
อย่างไรก็ดี ผู้ก่อตั้งบางรายได้เริ่มระดมเงินสดจากนักลงทุนเพื่อนำไปชำระภาษีแล้ว โดยแหล่งข่าวระบุว่า ผู้ประกอบการที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจหม้อไฟ Haidilao International Holding Ltd. และแอปหางาน Kanzhun Ltd. ได้ขายหุ้นรวมกันเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ เพื่อตอบสนองต่อการบังคับใช้กฎภาษีใหม่ครั้งนี้
ยังไม่ชัดเจนว่ากฎเกณฑ์ใหม่จะสร้างรายได้ให้รัฐบาลจีนมากเพียงใด ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่มีข้อมูลสาธารณะว่าใครต้องจ่ายภาษีเท่าไร อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้มีฐานะร่ำรวยสามารถเจรจาต่อรองยอดภาษีสุดท้ายได้
ถึงกระนั้น ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะ “รอด” โดยไม่จ่ายอะไรเลย ภาษีของจีนยังคงครอบคลุมไปถึงผู้ที่ได้สัญชาติหรือพาสปอร์ตต่างประเทศแล้ว เช่น ผู้ก่อตั้ง Haidilao ตราบใดที่พวกเขายังคงมีรายได้ส่วนใหญ่จากจีน
- เจ้าสัวจีนช็อก
“ทุกคนช็อกกันหมด” ลินดา ไบ หุ้นส่วนที่ปรึกษากฎหมายจากสำนักงาน Dentons Rodyk ซึ่งให้คำปรึกษาเศรษฐีระดับบนของจีนในการตั้งทรัสต์เพื่อวางแผนภาษี กล่าว เธอระบุว่าลูกค้าจำนวนมาก (ซึ่งเธอปฏิเสธจะเปิดเผยชื่อ) ตั้งตัวไม่ทันในช่วงแรก แต่ก็รีบเริ่มเตรียมเงินชำระภาษี และลงลึกในรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างรวดเร็ว เช่น การพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายบางประเภทสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้หรือไม่
ไบกล่าวเพิ่มเติมว่า ลูกค้ากลุ่มนี้ตระหนักแล้วว่าทางการสามารถ “ไล่ย้อน” คำนวณภาษีที่ค้างชำระได้จากข้อมูลสาธารณะ เช่น เอกสาร IPO หรือประกาศการซื้อกิจการ “คุณหนีมันไม่พ้นหรอก” เธอกล่าว





