“ประธานตลท.” เปิดเผยสูตรความสำเร็จ “ธุรกิจครอบครัว” ผ่านหลักการ 6C ผลักดันใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือ ป้องกันความเสี่ยงและช่วยเหลือด้านการบริหาร
ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยภายในงานเสวนาและเปิดตัวหนังสือ “สูตรสำเร็จและความล้มเหลวของธุรกิจครอบครัวไทย : ถอดบทเรียนจากธุรกิจครอบครัวระดับโลก” ว่า ธุรกิจครอบครัว หรือ “ธุรกิจกงสี” เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากธุรกิจกงสีคิดเป็นสัดส่วนถึง 76% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ฯ
แต่ปัญหาหลักที่ทำให้ธุรกิจกงสีล่มสลายมักเกิดจากความไม่ชัดเจนและการขาดโครงสร้างการบริหารที่ดี ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจครอบครัวมีความยั่งยืน จึงได้เสนอหลักการ 6C สู่ความสำเร็จ ประกอบไปด้วย การมีโครงสร้างการกำกับดูแลที่ดี มีผลตอบแทนที่เป็นธรรม การสื่อสารที่เปิดรับฟัง การจัดการความขัดแย้ง การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายคือ ความเมตตาต่อกัน ซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่สำคัญที่สุด
ปัญหาใหญ่ของธุรกิจกงสีคือการแยกเงินส่วนตัวกับเงินบริษัทไม่ออก หรือที่เรียกว่า “การมีบัญชีสองเล่ม” และไม่มีกฎระเบียบที่ชัดเจน ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องมีการนำเครื่องมือทางกฎหมายเข้ามาช่วยอย่าง การทำธรรมนูญครอบครัว, สัญญาผู้ถือหุ้น และพินัยกรรม เพื่อวางกติกาให้ทุกคนในครอบครัวยอมรับ
ในการนี้ ตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่เพียงแหล่งระดมทุน แต่เป็นทั้งเครื่องมือเพื่อช่วยในการป้องกันความเสี่ยงและช่วยเหลือในการบริหารที่สำคัญสำหรับธุรกิจกงสี เพราะการเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นการสร้างความโปร่งใส “บัญชีเล่มเดียว” ทำให้ทุกฝ่ายสามารถเห็นที่มาที่ไปของเงินได้อย่างชัดเจน ป้องกันการทุจริตหรือการโยกย้ายเงินกงสีไปใช้ส่วนตัว
นอกจากนี้ การเป็นบริษัทจดทะเบียนยังช่วยเสริมสร้างความเป็นมืออาชีพเปลี่ยนจากการบริหารโดยเจ้าของเพียงคนเดียวเป็นระบบที่มีกรรมการอิสระเข้ามาช่วย เพื่อให้มีความเห็นที่เป็นกลาง รวมถึงลดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ อีกทั้งยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ และดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถให้อยากเข้ามาทำงานมากขึ้น
ขณะที่นางสาววาสนา จันทรัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด มหาชน หรือ XO กล่าวว่า ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัทเอ็กโซติค ฟู้ด ซึ่งดำเนินธุรกิจส่งออกเครื่องปรุงรสและอาหารไทยไปยังกว่า 80 ประเทศทั่วโลก มองว่าการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีข้อดีหลายประการ อย่างแรกคือการเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นตัวบังคับให้บริษัทต้องมีโครงสร้างการทำงานที่เป็นระบบและโปร่งใส สร้างความน่าเชื่อถือ และมีความเป็นสากล
จากเดิมที่เป้าหมายธุรกิจจะอยู่ในหัวของเจ้าของธุรกิจเพียงคนเดียว การเข้าตลาดหลักทรัพย์ผลักดันให้บริษัทต้องมีการทำแผนกลยุทธ์และเป้าหมายซึ่งจะเป็นการกระจายตัวชี้วัดหรือเคพีไอไปยังทุกแผนก ทำให้ทุกคนเห็นภาพตรงกันว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอบโจทย์เป้าหมายไหนขององค์กร
รวมถึงยังเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยง เปลี่ยนจากเดิมที่เจ้าของต้องรับผิดชอบดูแลความเสี่ยงเพียงคนเดียว ให้กลายเป็นระบบที่พนักงานทุกระดับเข้าใจและสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงในหน่วยงานของตนเองได้
นอกจากนี้ การเป็นบริษัทจดทะเบียนยังสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้คนคนที่มีความสามารถจากที่ต่าง ๆ กล้าตัดสินใจมาร่วมงานด้วย โดยบริษัทมักว่าจ้างมืออาชีพที่มีดีเอ็นเอตรงกับองค์กร และใช้ระบบโค้ชชิ่งมาช่วยในการบริหารจัดการความขัดแย้ง
หากพนักงานทำงานได้ดี มีผลลัพธ์ความสำเร็จเป็นรูปธรรม บริษัทก็จะให้ผลตอบแทนผ่านการแจกหุ้นให้พนักงานระดับต่าง ๆ โดยไม่จำกัดเพียงผู้บริหาร เพื่อจูงใจให้คนเก่งอยู่กับบริษัทนานขึ้นและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ
“คำถามที่สำคัญสำหรับคนทำธุรกิจครอบครัวคือ ถ้าบริษัทนี้ไม่ใช่บริษัทครอบครัว หรือไม่ใช่บริษัทของเรา เราจะอยากทำงานที่นี่ไหม ถ้าไม่อยากทำ แล้วเราต้องทำอะไรบ้างให้มันเป็นที่ที่ทุกคนอยากมาทำงาน” นางสาววาสนากล่าว
ความสำเร็จของเอ็กโซติค ฟู้ด หลังจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาได้ 10 ปี สะท้อนผ่านกำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดิมที่ราว 600 ล้านบาท มาเป็น 2,000 ล้านบาทต่อปี และยังสร้างการเติบโตในระดับเลขสองหลักได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมองว่าเป็นไปไม่ได้





