วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ไทยเข้าสู่ยุค ‘เงินฝืดจากหนี้’ วงจรงูกินหาง ที่ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น

ไทยเข้าสู่ยุค ‘เงินฝืดจากหนี้’ วงจรงูกินหาง ที่ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น

ปี 2568 เศรษฐกิจไทยเห็นรอยร้าวใต้ฐานรากชัดเจนขึ้น คือ ‘เงินฝืดจากหนี้’ Debt Deflation ที่กำลังเป็น ‘วงจรงูกินหาง’ ที่ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น สัญญาณเตือนเพื่อกระตุ้นให้ GDP เติบโตเร็วกว่า ‘ดอกเบี้ย’

ในโลกของเศรษฐศาสตร์ ไม่มีวงจรใดที่น่าสะพรึงกลัวไปกว่าการที่กลไกขับเคลื่อนกลายเป็นกลไกทำลายล้างเสียเอง

ปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นภาพที่ย้ำชัดว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “เงินฝืดที่เกิดจากหนี้” (Debt Deflation) ซึ่งเปรียบเสมือน “งูกินหาง” ที่ยิ่งพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกพันธนาการด้วยหนี้ กลับยิ่งบีบคั้นให้ร่างกายคือระบบเศรษฐกิจโดยรวมต้องอ่อนแรงลงจนอาจไปถึงจุดวิกฤติ

เมื่อ ‘หนี้’ กลายเป็น ‘เงินฝืด’

ภาวะเงินฝืดจากหนี้ไม่ใช่เพียงแค่การที่ราคาสินค้าลดลง แต่มันคือสภาวะที่ “กำลังซื้อเหือดหาย” อย่างรุนแรง เมื่อรายได้ของประชาชนเติบโตไม่ทันภาระหนี้สินที่พอกพูน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการ “ประหยัดจนเศรษฐกิจพัง” ประชาชนต้องหยุดใช้จ่ายเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ หรือต้องยอมขายสินทรัพย์ เช่น บ้านหรือรถ เพื่อรักษาประวัติทางการเงิน

วิจัยกรุงศรีเผยให้เห็นสิ่งที่น่ากังวลคือ สภาวะ “ความมั่งคั่งที่หดตัว” โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย หรือมีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน ที่มูลค่าสินทรัพย์หายไปเฉลี่ยถึง 82,294 บาทต่อปี ทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่มั่นคงและยิ่งไม่กล้าใช้จ่าย ส่งผลให้เครื่องยนต์การบริโภคดับสนิทลงเร็วยิ่งขึ้น

ไทยเข้าสู่ยุค ‘เงินฝืดจากหนี้’ วงจรงูกินหาง ที่ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น

สัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนคือ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่พุ่งสูงถึง 87% ในปี 2568 ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ขนาดของหนี้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ตัวหาร” หรือ GDP ของไทยที่เติบโตต่ำเกินไป จนทำให้กับดักหนี้ครั้งนี้รัดตัวแน่นกว่าครั้งไหนๆ

‘วงจรงูกินหาง’ กับดักที่ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น

เมื่อระบบเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะ Non-Productive Deleveraging หรือการลดหนี้ที่ไม่สร้างผลิตผล วงจรนี้จะกัดกินตัวเองเป็นทอดๆ  

สัญญาณเตือนภัยชัดเจนขึ้นเมื่อกลุ่มหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน (SM) และหนี้เสีย (NPL) พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคการบริโภคที่ทำสถิติสูงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19

เมื่อธนาคารมองเห็นความเสี่ยง จึงเลือก  “ปิดประตู”  การพิจารณาปล่อยสินเชื่อยิ่งเข้มงวดขึ้นและลดการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยตัวเลขสินเชื่อภาคครัวเรือนที่เริ่มติดลบตั้งแต่กลางปี 2566 คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกว่าฟันเฟืองทางการเงินเริ่มติดขัด

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลดลงทำให้ครัวเรือนขาด "กันชนทางการเงิน" (Financial Buffer) เมื่อไม่มีทรัพย์สินค้ำประกันความเสี่ยงในยามวิกฤติ เมื่อมูลค่าทรัพย์สินลดลง ความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบก็ยากขึ้นเพราะไม่มีหลักประกันที่น่าเชื่อถือ บีบให้คนต้องหันไปพึ่งพา “ออกซิเจนสำรอง” ที่มีราคาสูง เช่น โรงรับจำนำและสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือเลวร้ายที่สุดคือ “หนี้นอกระบบ” เพื่อประคองการใช้ชีวิตในแต่ละวัน สะท้อนถึงการขาดแคลนสภาพคล่องอย่างรุนแรงในระดับจุลภาค

ไทยเข้าสู่ยุค ‘เงินฝืดจากหนี้’ วงจรงูกินหาง ที่ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น

ทว่าสถาการณ์นี้กลายเป็นจุดจบของแรงขับเคลื่อนกระแสเงินในระบบเศรษฐกิจ เมื่อคนไม่มีเงินและเข้าไม่ถึงสินเชื่อ “การบริโภค” ที่เป็นเครื่องยนต์หลักของ GDP ก็ดับสนิท ส่งผลให้ธุรกิจขาดรายได้ และย้อนกลับมาทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนลดลงไปอีก สู่ “วงจรงูกินหาง” ที่ไม่มีวันจบสิ้น

ตัดวงจรงูกินหาง ก่อนจะสายเกินไป

เมื่อนโยบายการคลังอาจเผชิญข้อจำกัดจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าในช่วงรอยต่อทาง “การเมือง” นโยบายการเงินจึงเปรียบเสมือน “เครื่องช่วยหายใจ” สุดท้าย 

สถิตย์ แถลงสัตย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย คาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทย “ตกท้องช้าง” ขยายตัวเพียง 1.8% จากปัจจัยภายนอกซ้ำเติมอย่างรุนแรงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว

 รวมทั้งแรงส่งจากการส่งออกที่ลดลง จากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปี 2567  และนโยบายการคลังที่อาจหยุดชะงักชั่วคราวจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า ในขณะที่ “ค่าเงินบาทที่แข็งค่า”  เป็นกำแพงสูงที่กั้นขวางรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออก

ดังนั้น เมื่อเครื่องยนต์ทางการคลังอ่อนแรง นโยบายการเงินจึงต้องรับบท “หน่วยกู้ชีพ” ด้วยการ "ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย" เพื่อคลายเชือกที่รัดคอลูกหนี้ ให้ลูกหนี้เดิมมีกระแสเงินสดเหลือพอที่จะกลับมาใช้จ่ายในระบบ 

รวมทั้ง การเพิ่มสภาพคล่องในระบบธนาคารจะช่วยดึงประชาชนออกจาก "วงจรหนี้นอกระบบ" ที่มีดอกเบี้ยขูดรีด ซึ่งเป็นตัวเร่งภาวะเงินฝืดที่ร้ายแรงที่สุด

แต่ทว่าการลดดอกเบี้ยเป็นเพียงการ “ระงับปวด” เพราะทางออกที่ยั่งยืนคือการ “ซ่อมแซมครั้งใหญ่” ในเชิงโครงสร้างเพื่อเร่งอัตราการเติบโต GDP ของประเทศให้สูงกว่าดอกเบี้ย

สถิตย์เล่าถึงมุมมองที่เป็นไปได้คือ ไทยต้องฉวยจังหวะจากกระแส AI Boom เพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไทย และเกาะกระแสอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกที่กำลังเติบโต

รวมทั้งเร่งโครงการ Thailand Fast Track เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)  แต่ "ความท้าทาย" คือ ต้องทำให้เม็ดเงินไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงโดยเร็วที่สุด ทั้งการสร้างงานและกระตุ้นซัพพลายเชนในประเทศ เพราะนี่เป็น “จุดแข็ง” ของไทยในปี 2567 ที่ผ่านมา ในฐานะ “หลุมหลบภัย” ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก 

สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่ต่างจากงูที่กำลังหิวโซ หากเราไม่รีบเติม “สารอาหารใหม่” ผ่านการกระตุ้น GDP ที่เน้นการสร้างรายได้จริง และไม่รีบ “ผ่อนคลายแรงกดดัน” ผ่านนโยบายดอกเบี้ยที่เหมาะสม งูก็จะกัดกินตัวเองจนถึงจุดที่ร่างกายไม่อาจฟื้นฟูได้

การแก้ภาวะเงินฝืดจากหนี้ไม่ใช่แค่การจัดการตัวเลขในกระดาษ แต่คือการคืน “ความหวัง” และ “กำลังซื้อ” ให้กลับมาสู่มือประชาชน เพื่อหยุดยั้งวงจรงูกินหางนี้ให้ได้ ก่อนที่ลมหายใจของเศรษฐกิจไทยจะหมดลง