วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

เจาะผลเลือกตั้ง Midterm พลิกอำนาจสภาสหรัฐฯ จะเปลี่ยนโฉมโลกการลงทุนอย่างไร?

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขานรับผลเลือกตั้ง คลายกังวลความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่นักลงทุนจับตาผลกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจและทิศทางอุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่อาจกระทบการลงทุน Data Center และหุ้นกลุ่ม Semiconductor ในระยะข้างหน้า ด้านเงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่า หนุนตลาดเกิดใหม่และทองคำ นักวิเคราะห์แนะลงทุนหุ้นเทคโนโลยีที่มีรายได้และกระแสเงินสดแข็งแกร่ง พร้อมจับตานโยบายภาษีและสวัสดิการของสหรัฐฯ ที่อาจเปลี่ยนทิศทางการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นหลังทราบผลเลือกตั้ง เนื่องจากนักลงทุนตอบรับการคลี่คลายของความไม่แน่นอนทางการเมือง และมองว่าการแบ่งอำนาจกันบริหารประเทศอาจช่วยลดโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่
  • อุตสาหกรรม AI และ Data Center อาจเผชิญการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจทำให้การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลล่าช้า เพิ่มต้นทุน และส่งผลต่อแผนการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยี
  • หุ้นกลุ่ม Semiconductor อาจเผชิญความผันผวนจากความกังวลเรื่องกฎระเบียบและการลงทุนใน Data Center แม้ความต้องการชิปในระยะยาวยังมีแนวโน้มเติบโต
  • เงินดอลลาร์ที่มีโอกาสอ่อนค่าลงอาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และหนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง
  • แนวทางการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและ AI ควรเลือกกลุ่มบริษัทที่มีรายได้และกระแสเงินสดรองรับ ไม่ควรให้น้ำหนักกับธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการลงทุนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวซึ่งอาจเผชิญความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ
  • การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจตามแนวทางของพรรค Republican เช่น การลดภาษี จะทำได้ยากขึ้น ในขณะที่พรรค Democrat มีโอกาสผลักดันนโยบายเพิ่มสวัสดิการ การดูแลสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 จบลงด้วยผลที่เหนือความคาดหมาย หลังพรรค Democrat พลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พร้อมคว้าชัยในหลายรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค Republican รวมถึงรัฐเท็กซัสที่ Donald Trump เคยชนะด้วยคะแนนห่างในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2024

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า ผลครั้งนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของ Trump ในช่วงครึ่งหลังของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และทำให้การบริหารประเทศในอีก 2 ปีที่เหลือเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะนับจากเดือนมกราคม 2027 เป็นต้นไป ทำเนียบขาวจะต้องทำงานร่วมกับสภาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคคู่แข่ง

คำถามสำคัญคือเหตุใดประชาชนจำนวนมากจึงเปลี่ยนใจจากที่เคยสนับสนุน Trump และชัยชนะครั้งนี้จะเปลี่ยนทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และนโยบายของสหรัฐฯ ไปอย่างไร

1.ค่าครองชีพและสงครามอิหร่าน กลายเป็นต้นทุนทางการเมืองของ Trump

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Republican สูญเสียคะแนนเสียง คือปัญหาเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันของประชาชน แม้รัฐบาล Trump จะให้ความสำคัญกับการลดภาษีและส่งเสริมธุรกิจ แต่ประชาชนจำนวนมากยังเผชิญกับราคาสินค้า ค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย และค่าพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ผลสำรวจผู้มีสิทธิเลือกตั้งพบว่า ประมาณ 3 ใน 4 มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในสภาพไม่ดีหรือแย่ และราว 8 ใน 10 ระบุว่าเงินเฟ้อสร้างภาระทางการเงินให้ครัวเรือนในระดับปานกลางถึงรุนแรง

อีกประเด็นคือสงครามกับอิหร่าน ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อราคาพลังงานและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญคำถามเรื่องต้นทุนทางการทหารและผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับจากความขัดแย้งดังกล่าว นอกจากนี้ ปัญหาการใช้อำนาจของรัฐบาลและข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวก็เป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญ โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าเรื่องค่าครองชีพและการทุจริตเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภา

ประเด็นที่น่าสนใจคือ พรรค Democrat เองก็ไม่ได้มีคะแนนนิยมสูงกว่าพรรค Republican อย่างทิ้งห่าง ผลเลือกตั้งจึงไม่ได้หมายความว่าประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายของ Democrat ทุกเรื่อง แต่แสดงให้เห็นว่าความไม่พอใจต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปลี่ยนขั้ว

2.ชัยชนะในรัฐฐานเสียง Republican คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด

ความพ่ายแพ้ของ Republican ครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในรัฐที่ Democrat มีฐานเสียงแข็งแกร่ง แต่ขยายไปถึงรัฐที่เคยสนับสนุน Trump มาอย่างยาวนาน โดยรัฐเท็กซัสเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด James Talarico สามารถเอาชนะ Ken Paxton ในการแข่งขันวุฒิสภาได้ ถือเป็นชัยชนะของ Democrat ในการเลือกตั้งระดับรัฐครั้งสำคัญของเท็กซัส หลังจากพรรคไม่ได้รับชัยชนะในสนามวุฒิสภามานานหลายทศวรรษ

ที่สำคัญ Democrat ยังคว้าตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเท็กซัสได้ด้วย เมื่อ Gina Hinojosa เอาชนะ Greg Abbott ซึ่งดำรงตำแหน่งมาแล้ว 3 สมัย รัฐแคนซัสก็สร้างประวัติศาสตร์เช่นกัน เมื่อ Adam Hamilton ชนะการเลือกตั้งวุฒิสภา กลายเป็นวุฒิสมาชิกจากพรรค Democrat คนแรกของรัฐนับตั้งแต่ปี 1932 ส่วนรัฐเซาท์แคโรไลนา Democrat สามารถพลิกคว้าชัยชนะในสนามวุฒิสภาได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่รัฐนอร์ทแคโรไลนาและโอไฮโอก็เป็นอีกสองสนามสำคัญที่พรรคสามารถพลิกกลับมาชนะได้

ชัยชนะเหล่านี้มีความหมายมากกว่าจำนวนที่นั่ง เพราะสะท้อนว่าความไม่พอใจต่อรัฐบาล Trump ขยายไปถึงประชาชนในรัฐที่เคยเป็นฐานเสียง Republican ด้วย อีกด้านหนึ่ง ผลเลือกตั้งยังชี้ให้เห็นว่าการสนับสนุนจาก Trump ไม่ได้ช่วยให้ผู้สมัคร Republican ชนะได้เสมอไป แม้เขาจะลงพื้นที่หาเสียงและแสดงการสนับสนุนผู้สมัครหลายคนด้วยตัวเองก็ตาม

3. Trump ยังอยู่ในทำเนียบขาว แต่การบริหารประเทศจะไม่เหมือนเดิม

แม้ Democrat จะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา แต่ Trump ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจนถึงปี 2029 ผลเลือกตั้งจึงไม่ได้ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนพรรคทันที แต่ทำให้การผลักดันนโยบายผ่านรัฐสภายากขึ้นอย่างมาก 

สิ่งแรกที่ต้องจับตาคือการตรวจสอบรัฐบาล เพราะ Democrat จะมีอำนาจควบคุมคณะกรรมาธิการสำคัญในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สามารถเรียกเจ้าหน้าที่รัฐบาลเข้าชี้แจง ตรวจสอบการใช้งบประมาณ และเปิดการสอบสวนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศได้มากขึ้น

โดยประเด็นที่มีโอกาสถูกตรวจสอบ ได้แก่ การใช้งบประมาณด้านกลาโหม นโยบายสงครามอิหร่าน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับภาคธุรกิจ และการใช้อำนาจของประธานาธิบดี ด้านนโยบายเศรษฐกิจ การที่ Democrat ครองเสียงข้างมากจะทำให้การออกกฎหมายลดภาษีหรือเพิ่มงบประมาณตามแนวทางของ Republican ทำได้ยากขึ้น ขณะที่ Democrat มีโอกาสผลักดันการเพิ่มสวัสดิการ การดูแลสุขภาพ และการช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Trump ยังมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย และรัฐบาลยังสามารถดำเนินนโยบายหลายด้านผ่านอำนาจฝ่ายบริหารได้ โดยเฉพาะนโยบายการค้า การจัดเก็บภาษีนำเข้า และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น ภาพที่อาจเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้าคือการเจรจาทางการเมืองที่ยากขึ้น การตรวจสอบรัฐบาลที่เข้มข้นขึ้น และโอกาสเกิดภาวะชะงักงันในการออกกฎหมายบางเรื่อง

4. AI และ Data Center อาจเผชิญการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องติดตามผลจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้คือ AI โดยเฉพาะการลงทุนสร้าง Data Center ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาล รวมถึงไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก โดยที่ผ่านมา รัฐบาล Trump สนับสนุนการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อรักษาความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในการแข่งขันกับจีน แต่ Democrat บางส่วนต้องการเพิ่มการกำกับดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความปลอดภัยของเทคโนโลยี

ชัยชนะของ Gina Hinojosa ในรัฐเท็กซัสจึงเป็นประเด็นที่ภาคเทคโนโลยีจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเธอเคยเสนอให้ระงับการอนุมัติโครงการ Data Center ใหม่บางประเภท หากนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจทำให้การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลบางแห่งล่าช้า เพิ่มต้นทุนการขออนุญาต และส่งผลต่อแผนลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่

อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแล Data Center ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ว่าการรัฐเพียงคนเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านสาธารณูปโภค ฝ่ายนิติบัญญัติท้องถิ่น และหน่วยงานกำกับดูแลหลายระดับ จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการลงทุน AI ของสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะความต้องการประมวลผล AI ยังคงเติบโต และบริษัทเทคโนโลยียังมีแรงจูงใจในการลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่สิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงคือการเลือกทำเลลงทุน ระยะเวลาการก่อสร้าง และต้นทุนในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน

5.ตลาดหุ้นและแนวทางลงทุนหลัง Midterm

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นแรงในวันแรกหลังทราบผลเลือกตั้ง โดยนักลงทุนตอบรับการคลี่คลายของความไม่แน่นอนทางการเมือง และมองว่าการที่สองพรรคต้องแบ่งอำนาจกันบริหารประเทศอาจช่วยลดโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่โดยไม่มีการตรวจสอบ

โดยสำหรับการลงทุนในระยะถัดไป มีประเด็นที่ควรพิจารณา 4 ด้าน

หุ้นเทคโนโลยีและ AI: ยังมีโอกาสจากการเติบโตของ AI แต่ควรเลือกกลุ่มบริษัทที่มีรายได้และกระแสเงินสดรองรับ ไม่ควรให้น้ำหนักกับธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการลงทุนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

หุ้น Semiconductor: ความต้องการชิปยังมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว แต่ความกังวลเรื่องกฎระเบียบและการลงทุน Data Center อาจทำให้ราคาหุ้นผันผวน 

ตลาดเกิดใหม่และหุ้นปันผล: เงินดอลลาร์ที่มีโอกาสอ่อนค่าลงอาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดเกิดใหม่ แต่ประเทศที่มีบริษัทกลุ่มชิปก็จะเผชิญความผันผวนเช่นกัน 

ทองคำและสินทรัพย์สกุลดอลลาร์: ทองคำยังมีบทบาทในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต และราคามีโอกาสได้รับแรงหนุนโดยเฉพาะหากดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า

โดยสรุปแล้วผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้เปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมืองของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน Democrat จะมีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาล Trump มากขึ้น ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน และ AI อาจต้องผ่านการเจรจาและเผชิญแรงต้านมากกว่าเดิม สำหรับนักลงทุน การคลี่คลายของผลเลือกตั้งช่วยลดความไม่แน่นอนในระยะสั้น แต่ระยะหลังจากนี้ยังต้องติดตามว่าการเมืองในสหรัฐฯจะส่งผลต่อการลงทุนภาคธุรกิจและกำไรบริษัทมากน้อยเพียงใด โดยถึงแม้ประเด็นการเมืองอาจเปลี่ยนผู้มีอำนาจในสภาได้ในคืนเดียว แต่การเติบโตของธุรกิจและผลตอบแทนจากการลงทุนยังต้องพิสูจน์ด้วยผลประกอบการในระยะยาว