วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

mai จัดหมวดธุรกิจหุ้นใหม่ เริ่ม 1 มี.ค. 2570 ใช้มาตรฐานเดียวกับ SET

ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ปรับใหญ่จัดหมวดธุรกิจบริษัทจดทะเบียนทุกแห่งเป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรม 30 หมวดธุรกิจ ตามเกณฑ์เดียวกับ SET เริ่มใช้ 1 มีนาคม 2570 เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการเปรียบเทียบมูลค่าหุ้นระหว่าง mai และ SET พร้อมรองรับผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ในอนาคต

KEY POINTS

  • ตลาดหลักทรัพย์ mai ประกาศจัดหมวดธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนใหม่ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2570
  • การจัดหมวดหมู่ใหม่จะใช้เกณฑ์และมาตรฐานเดียวกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายใต้หลักการ Single Standard
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์สามารถเปรียบเทียบและประเมินมูลค่าหุ้นระหว่าง mai และ SET ได้อย่างแม่นยำและเป็นระบบเดียวกัน
  • โครงสร้างใหม่ประกอบด้วย 8 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 30 หมวดธุรกิจ เพื่อให้สะท้อนความหลากหลายของธุรกิจในปัจจุบัน

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนบริษัทจดทะเบียนใน mai เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 122 เป็น 229 บริษัท ขณะที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การจัดกลุ่มเพียงระดับกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Group) แบบเดิมไม่เพียงพอที่จะรองรับลักษณะธุรกิจที่หลากหลาย และเกิดช่องว่างในการวิเคราะห์ธุรกิจบริษัทกับกลุ่มเทียบเคียง การจัดหมวดธุรกิจครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับข้อมูลหุ้น maiโดยผู้ลงทุนและนักวิเคราะห์จะสามารถเปรียบเทียบบริษัทกับกลุ่มเดียวกันใน SET และประเมินมูลค่าด้วยตัวชี้วัด เช่น P/E และ P/BV ได้แม่นยำและครอบคลุมช่วยให้บริษัทเพิ่มการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงทุนในบริษัทจดทะเบียนใน mai นำไปสู่การวิเคราะห์และประเมินมูลค่าอย่างเหมาะสม

“การจัดหมวดธุรกิจครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักการSingle Standard คือ ใช้เกณฑ์ประเมิน ชื่อ และคำย่อหมวดธุรกิจเดียวกับ SET โดยนักวิเคราะห์สามารถวิเคราะห์หุ้นรายหมวดธุรกิจได้ครอบคลุมบริษัททุกขนาดทั้งใน SET และ mai รวมถึงรองรับการออกผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ในอนาคต เช่น กองทุนThematic หรือ Sector ETF ที่อ้างอิงหุ้น mai ได้โดยตรงทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดทุนแล้ว” 

โครงสร้าง 8 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 30 หมวดธุรกิจ ที่ปรับปรุงใหม่ มีรายละเอียดดังนี้

1. เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry: AGRO)​

1.1 Agribusiness: ธุรกิจการเกษตร​

1.2 Food & Beverage: อาหารและเครื่องดื่ม

2. สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products: CONSUMP)

2.1 Fashion: แฟชั่น​

2.2 Home & Office Products: ของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน

2.3 Personal Products & Pharmaceuticals: ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์

3. พลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities: ENERGY)

3.1 Oil, Gas & Fuels: เชื้อเพลิง

3.2 Power & Utilities: ไฟฟ้าและสาธารณูปโภค

4. ธุรกิจการเงิน (Financials: FINCIAL)

4.1 Banking: ธนาคาร​

4.2 Finance & Securities: เงินทุนและหลักทรัพย์

4.3 Insurance: ประกันภัยและประกันชีวิต

5. สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials: INDUS)​

5.1 Automotive: ยานยนต์ ​

5.2 Industrial Materials & Machinery: วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร ​

5.3 Paper & Printing Materials: กระดาษและวัสดุการพิมพ์ ​

5.4 Petrochemicals & Chemicals: ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ​

5.5 Packaging: บรรจุภัณฑ์ ​

5.6 Steel & Metal Products: เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ​

6. อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction: PROPCON)

6.1 Construction Materials: วัสดุก่อสร้าง ​

6.2 Construction Services: บริการรับเหมาก่อสร้าง​

6.3 Property Fund & REITs: กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ​

6.4 Property Development: พัฒนาอสังหาริมทรัพย์​

7. บริการ (Services: SERVICE)

7.1 Commerce: พาณิชย์​

7.2 Health Care Services: การแพทย์​

7.3 Media & Publishing: สื่อและสิ่งพิมพ์​

7.4 Professional Services: บริการเฉพาะกิจ​

7.5 Tourism & Leisure: การท่องเที่ยวและสันทนาการ​

7.6 Transportation & Logistics: ขนส่งและโลจิสติกส์​

8. เทคโนโลยี (Technology: TECH)​

8.1 Digital Infrastructure & Telecommunication: โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโทรคมนาคม​

8.2 Electronic Components: ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

8.3 Technology Products & Digital Platform: ผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี

8.4 Technology Services & Solutions: บริการด้านเทคโนโลยี