วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาดอกเบี้ยขาขึ้น หนุนหุ้นแบงก์ โบรกชู BBL ยัง Laggard ราคาไม่แพง

โบรกฯ มองหุ้นกลุ่มธนาคารรับอานิสงส์แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ชู BBL หุ้นเด่นหลังราคายัง Laggard และมี Valuation ถูกกว่าคู่แข่ง คาดพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยหนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หากไทยปรับขึ้นดอกเบี้ยตามเฟด

KEY POINTS

  • นักวิเคราะห์มองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยต้องพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยตามธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)
  • โบรกเกอร์แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เนื่องจากราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นไม่มาก (Laggard) และมีมูลค่าถูกกว่าเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นในกลุ่ม
  • ราคาหุ้น BBL ยังไม่สะท้อนโอกาสฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมาออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
  • BBL มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากมีสัดส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในระดับสูง ซึ่งจะช่วยหนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)

ความเคลื่อนไหว "ตลาดหุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 22 ก.ค.2569 หุ้นกลุ่มแบงก์ ร่วงยกแผง นำโดย 

หุ้น KKP บวก 1.28% เพิ่มขึ้น 1.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 118.50 บาท

หุ้น KTB บวก 0.58% เพิ่มขึ้น 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 43.25 บาท 

หุ้น KBANK บวก 0.83% เพิ่มขึ้น 2.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 244.00 บาท

จับตาดอกเบี้ยขาขึ้น หนุนหุ้นแบงก์ โบรกชู BBL ยัง Laggard ราคาไม่แพง

กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้น หลังนักลงทุนเริ่มเข้ามาเก็งกำไรล่วงหน้าจากการประชุมธนาคารกลางหลายแห่ง ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นระยะถัดไป
 

ทั้งนี้ แม้ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ แต่ยังต้องติดตามสัญญาณนโยบายการเงินในระยะถัดไป โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ Fed จะส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือน ธ.ค. เพื่อรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบซึ่งปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่เป็นอีกปัจจัยที่อาจผลักดันต้นทุนและเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้น จนทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น

สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยไทย ประเมินว่า หาก Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2-4 ครั้งในปีถัดไป อาจทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐกว้างขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อ ธปท. ให้พิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม เพื่อรักษาสมดุลด้านนโยบายการเงินและลดผลกระทบจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศ

โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่ 1.00% และมีโอกาสปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง สู่ระดับ 1.50% ตามการประเมินของฝ่ายวิจัย อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเงินเฟ้อ เศรษฐกิจในประเทศ และการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นในระยะยาว เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสช่วยสนับสนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารที่มีโครงสร้างสินเชื่อเหมาะสมและสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินได้ดี ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่ได้รับจริงยังขึ้นอยู่กับต้นทุนเงินฝาก การแข่งขันด้านสินเชื่อ และคุณภาพสินทรัพย์ของแต่ละธนาคารด้วย

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นธนาคารที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้นมาก และมีมูลค่าหุ้นเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานอยู่ในระดับน่าสนใจ เนื่องจากหุ้นธนาคารขนาดใหญ่บางแห่ง เช่น KTB, KKP และ SCB ปรับตัวขึ้นมาแล้ว โดยเฉพาะ KTB และ KKP ที่ระดับราคาซื้อขายเริ่มเข้าใกล้หรือแตะ 1 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ซึ่งถือว่าเริ่มตึงตัวเมื่อเทียบกับโอกาสลงทุนในหุ้นธนาคารที่ยังมีส่วนลดด้านมูลค่า

อย่างไรก็ตาม ให้น้ำหนักเชิงกลยุทธ์ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เนื่องจากราคาหุ้นยังอยู่ในระดับที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นในกลุ่ม และยังปรับตัวขึ้นไม่มาก หรือมีลักษณะเป็นหุ้น Laggard หลังผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมาออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาหุ้นยังไม่ได้สะท้อนโอกาสฟื้นตัวอย่างเต็มที่

อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อของ BBL ซึ่งมีสัดส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ในระดับสูง ทำให้มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หาก ธปท. เปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินเข้าสู่ขาขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับเพิ่มขึ้นและช่วยหนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามทิศทางดอกเบี้ยและผลประกอบการของธนาคารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้เป็นบวกต่อธนาคารทุกแห่งในระดับเดียวกัน หากต้นทุนเงินฝากเพิ่มขึ้นเร็ว หรือความสามารถชำระหนี้ของลูกหนี้อ่อนแอลง ก็อาจกระทบต่อกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ได้เช่นกัน