มาตรการสินเชื่อ “บ้านคนละหลัง PLUS” วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ถูกมองเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นหุ้นอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีสินค้าในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผลบวกต่อกำไรอาจยังจำกัดจากกำลังซื้อที่เปราะบางและอัตราปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส ยังคงเลือก AP และ SIRI เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 ที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
KEY POINTS
- มาตรการสินเชื่อ “บ้านคนละหลัง PLUS” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ถูกมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินค้าในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท
- นักวิเคราะห์ประเมินว่ามาตรการนี้จะช่วยหนุน Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นอสังหาฯ แต่ผลบวกต่อกำไรอาจมีจำกัดจากกำลังซื้อที่เปราะบางและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูง
- บล.เอเซีย พลัส ยังคงเลือก AP และ SIRI เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
- เหตุผลที่เลือก AP และ SIRI เป็นหุ้นเด่นมาจากแนวโน้มกำไรในไตรมาส 3/2569 ที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
มาตรการสินเชื่อ “บ้านคนละหลัง PLUS” วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย กำลังเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีสินค้าในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจทำให้ผลบวกต่อยอดโอนและกำไรของผู้ประกอบการยังมีจำกัด
นวลพรรณ น้อยรัชชุกร นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุนและทางเทคนิค บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการสินเชื่อ “บ้านคนละหลัง PLUS” ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน
โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยกำหนดวงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อรายต่อหลักประกัน ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี ครอบคลุมการซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม และการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยตามเงื่อนไขที่กำหนด
สำหรับโครงการดังกล่าวกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษในช่วง 2 ปีแรกที่ 2.60% ต่อปี สำหรับผู้กู้ตามเกณฑ์รายได้ปกติ และ 2.80% ต่อปี สำหรับผู้ที่ได้รับการผ่อนปรนเกณฑ์รายได้และค่าครองชีพ โดยเปิดยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2569 ถึง 30 ธ.ค.2573 หรือจนกว่าวงเงินจะหมด ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าจะช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 125,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ประเมินว่า มาตรการดังกล่าวเป็นบวกต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินค้าในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์สูงถึง 41% ของมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยรวมทุกระดับราคา อ้างอิงข้อมูลศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ปี 2568 โดยจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อและสนับสนุนการเปลี่ยนยอดจองเป็นยอดโอนได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลบวกต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์อาจยังมีจำกัด เนื่องจากกำลังซื้อยังเปราะบาง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ยังคงสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้กู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอนหรือมีภาระหนี้มาก อีกทั้งวงเงินโครงการเป็นเพียงกรอบสินเชื่อ ไม่ใช่ยอดขายที่จะเกิดขึ้นทันที จึงต้องติดตามยอดอนุมัติสินเชื่อจริงของ ธอส. และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ซื้อ
ด้านกลยุทธ์การลงทุน มองว่า มาตรการดังกล่าวช่วยหนุน Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีพอร์ตสินค้าในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท อาทิ PSH, LPN, SENA และ LALIN แต่ผลบวกต่อกำไรอาจยังไม่มากนักจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและ Rejection Rate ที่อยู่ในระดับสูง
ดังนั้น กลยุทธ์ยังเน้นหุ้นที่มีพอร์ตสินค้ากระจายตัวทั้งด้านระดับราคา กลุ่มลูกค้า และทำเลที่ตั้ง รวมถึงมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวสนับสนุนผลการดำเนินงานและมีอัตราเงินปันผลสูง โดยยังคงเลือก AP และ SIRI เป็นหุ้นเด่น จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 ที่คาดว่าจะเติบโตดีกว่ากลุ่ม




