หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยร่วงแรงยกแผงในการซื้อขายภาคเช้าวันที่ 15 ต.ค. 2569 นำโดย CCET, HANA, DELTA และ KCE ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) สูงกว่าคาด เพิ่มความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนแรงกดดันยังไม่สิ้นสุด เสี่ยงเผชิญแรงขายต่อเนื่องในระยะสั้น
KEY POINTS
- หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยปรับตัวร่วงลงแรงทั้งกลุ่ม นำโดย CCET, HANA, DELTA และ KCE ในการซื้อขายภาคเช้าวันที่ 15 ต.ค. 2569
- สาเหตุหลักมาจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) ที่ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ FedWatch Tool ปรับเพิ่มความน่าจะเป็นที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. จากระดับ 20% ขึ้นมาอยู่ที่ 50-60%
- การร่วงลงของหุ้นไทยเป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ และดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ที่ปรับตัวลงก่อนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เกิดแรงขายต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นไทย
- นักวิเคราะห์มองว่าแรงกดดันจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด และหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายต่อเนื่องในระยะสั้น
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 15 ต.ค.2569 หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวร่วงลง นำโดย
หุ้น CCET ร่วง 4.85% ลดลง 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 9.80 บาท
หุ้น HANA ร่วง 4.29% ลดลง 2.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 50.25 บาท
หุ้น DELTA ร่วง 4.23% ลดลง 11.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 249.00 บาท
หุ้น KCE ร่วง 3.24% ลดลง 2.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 74.75 บาท
ทศวรรณ ธรรมสุข นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยปรับตัวลดลงแรงทั้งกลุ่ม ตามแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเพิ่มความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ขณะเดียวกัน FedWatch Tool ปรับเพิ่มความน่าจะเป็นที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.นี้ จากระดับประมาณ 20% มาอยู่ที่ 50-60% ประกอบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงตั้งแต่คืนที่ผ่านมา และดัชนี KOSPI ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ร่วงลงราว 7-8% ส่งผลให้เกิดแรงขายต่อเนื่องมายังหุ้นกลุ่มดังกล่าวในตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ มองว่าแรงกดดันจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากตลาดรับรู้ปัจจัยลบไปแล้วเพียงบางส่วน โดยหากพิจารณาจากความน่าจะเป็นใน FedWatch Tool ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 50-60% ยังมีโอกาสที่ตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยในรอบก่อนหน้าตัวเลขดังกล่าวต้องเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 80-90% จึงจะสะท้อนว่าตลาดรับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปมากแล้ว
ดังนั้น ในระยะสั้นหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังมีความเสี่ยงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง หากตลาดต่างประเทศยังปรับตัวลงและความกังวลเรื่องดอกเบี้ยยังเพิ่มขึ้น นักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนรายตัว แนะนำ DELTA เป็นหุ้น Top Pick ประจำไตรมาส 3/2569 โดยใช้กลยุทธ์ทยอยซื้อเมื่อราคาปรับตัวลง เนื่องจากมองว่าหากหุ้นได้รับผลกระทบจากแรงขายตามภาวะตลาด อาจเป็นโอกาสทยอยสะสมสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้
ส่วน KCE แนะนำขาย ล่าสุดคาดการณ์ว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตโดดเด่นทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า แต่ราคาหุ้นมีมูลค่าค่อนข้างตึงตัว โดยซื้อขายที่ระดับ P/E สูงถึง 96 เท่า สูงกว่ากรอบในอดีตที่เคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 15-75 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ จึงมองว่าความคาดหวังต่อผลประกอบการสะท้อนอยู่ในราคาแล้ว และมีความเสี่ยงด้านมูลค่าหุ้น
ขณะที่ HANA แนะนำถือ เพื่อรอติดตามทิศทางตลาดและปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการลงทุนในหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในระยะถัดไป





