เงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นเอเชียต่อเนื่อง จากดอลลาร์แข็งค่า Bond Yield สหรัฐฯ อยู่ระดับสูง และเงินเฟ้อที่ยังกดดันดอกเบี้ยโลก ขณะที่หุ้นไทยยังมีมูลค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันสูงซ้ำเติมความเชื่อมั่นนักลงทุน
KEY POINTS
- ปัจจัยภายนอกเป็นสาเหตุหลัก โดยเฉพาะความกังวลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งลดความน่าสนใจของการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
- อัตราเงินเฟ้อทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ยังไม่ลดลงชัดเจน ทำให้ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป กดดันให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง
- ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลก หากปรับตัวสูงขึ้นจะเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนเคลื่อนย้ายกลับไปยังตลาดของประเทศที่พัฒนาแล้ว
- มูลค่าหุ้นไทยที่ยังไม่ถูกเมื่อเทียบกับภูมิภาค โดยมี Forward P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นเอเชียประมาณ 13% ทำให้ไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามาได้อย่างโดดเด่น
- ความเสี่ยงเศรษฐกิจมหภาคโลก เช่น การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกของ IMF หรือราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจซ้ำเติมความกังวลของนักลงทุนและกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก
กระแสเงินทุนต่างชาติเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย โดยช่วงที่ผ่านมาแรงขายสุทธิกลับมากดดันดัชนี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก ทั้งทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และความกังวลด้านเงินเฟ้อ ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า เงินทุนต่างชาติยังไม่ได้ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างถาวร แต่การกลับเข้ามาซื้อยังขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจโลกและความน่าสนใจของมูลค่าหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาค
สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติประมาณ 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ลดลงจากระดับประมาณ 70,000 ล้านบาท เหลือต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ แรงขายที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาเหตุหลักจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย หรือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แต่เป็นผลจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความกังวลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและลดความน่าสนใจของการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
นอกจากนี้ หากอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐ ยังไม่ปรับลดลงอย่างชัดเจน อาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ทรงตัวในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง
สำหรับภาพรวมเงินทุนเคลื่อนย้ายในภูมิภาค แรงขายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดหุ้นไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ โดยตลาดหุ้นไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ต่างเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเช่นเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันในระยะนี้มาจากปัจจัยภายนอกภูมิภาค มากกว่าปัญหาเฉพาะของตลาดหุ้นไทย
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมีเงินทุนไหลออกสุทธิจากตลาดหุ้นไทยประมาณ 24,000 ล้านบาท ส่งผลกดดันให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วง 8 เดือนแรก พบว่านักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิสะสมมากกว่า 50,000 ล้านบาท สะท้อนว่าเงินทุนต่างชาติยังไม่ได้ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างถาวร
สำหรับทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะต่อไป มองว่าปัจจัยสำคัญยังอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจจัดสรรเงินลงทุน หากอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศพัฒนาแล้วปรับตัวสูงขึ้น ย่อมเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนเคลื่อนย้ายกลับไปยังตลาดเหล่านั้น
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกเฉพาะกิจ เช่น การประชุมระหว่างประเทศหรือกิจกรรมที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น อาจส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทิศทางเงินทุนต่างชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ หากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคโลกยังไม่เอื้ออำนวย
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) และรายงานเสถียรภาพทางการเงินโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หากมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกจากผลกระทบของสงครามที่ยืดเยื้อ หรือราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจยิ่งซ้ำเติมความกังวลของนักลงทุน
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามถ้อยแถลงของ Fed ก่อนเข้าสู่ช่วงงดแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายเดือน ซึ่งอาจส่งผลต่อความคาดหวังของตลาดและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน มูลค่าหุ้นไทยยังเป็นอีกปัจจัยที่อาจจำกัดการไหลกลับของเงินทุนต่างชาติ โดยตลาดหุ้นไทยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า หรือ Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 14.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นเอเชียราว 13% สะท้อนว่าหุ้นไทยยังไม่ได้อยู่ในระดับราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับภูมิภาค จึงอาจไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามาได้อย่างโดดเด่นในระยะสั้น





