‘จิรายุส’ ชี้การค้าโลกเปลี่ยนทิศ วางยุทธศาสตร์ไทยเป็น ‘Trusted Partner’ ดัน New Economy และ Hub ชะลอวัย รับมือเศรษฐกิจ K-Shape
KEY POINTS
- นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ชี้ว่าอุตสาหกรรมการแพทย์และการชะลอวัย (Wellness & Longevity) คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตและอยู่รอด
- ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในด้านคุณภาพการบริการ (Service Quality) และการบริการที่เป็นเลิศ (Hospitality) ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญในการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก
- อุตสาหกรรมนี้สามารถตอบสนองต่อความต้องการมหาศาลของสังคมผู้สูงวัย (Aging Population) ทั่วโลก ซึ่งไทยต้องเร่งขยายศักยภาพเพื่อรองรับโอกาสนี้
- การจะประสบความสำเร็จได้ ต้องควบคู่ไปกับการวางตำแหน่งประเทศให้เป็น "พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ" (Trusted Trading Partner) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน
นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง บริษัท แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และรอยร้าวในเวทีโลกส่งผลให้บริบทการค้าข้ามแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในยุคนี้ประเทศที่สามารถปรับตัวได้ดีที่สุดคือประเทศที่สามารถสร้าง “ความเชื่อใจ” (Trust) ให้เกิดขึ้นได้ ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุดในปัจจุบันและอนาคต
แน่นอนว่า การได้รับเกียรติเป็น host จัดงานประชุมใหญ่อย่าง IMF-World Bank Meeting ในประเทศไทย เป็นโอกาสสำคัญในการส่งสัญญาณและสร้างการรับรู้ต่อ 195 ประเทศทั่วโลก ว่าไทยพร้อมที่จะเป็น “พันธมิตรที่เชื่อถือได้” ( Trusted Partner) ที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ โดยยึดจุดยืนไม่เลือกข้างซ้ายหรือขวาอย่างเด็ดขาด
เพราะว่า อนาคตของการค้าโลก (Future of Trade) จะไม่ได้พิจารณาเฉพาะความคุ้มค่าหรือประสิทธิภาพ (Trade Efficiency) เช่น การเลือกซื้อสินค้าที่คุณภาพดีที่สุดหรือราคาถูกที่สุดอีกต่อไป แต่จะให้น้ำหนักกับความยืดหยุ่นและการรองรับวิกฤต (Trade Resilience)
ดังนั้น การค้าในอนาคต ประเทศต่างๆ จะเลือกพาร์ทเนอร์จากการสร้างความเชื่อใจว่าเราจะไม่แทงใครข้างหลัง การจัดงานระดับโลกในรอบกว่า 30 ปีครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสส่งสัญญาณว่าประเทศไทยมีความมั่นคง มีธรรมาภิบาลที่ดี (Governance) มีความสม่ำเสมอ (Consistency) มีความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ (Stability) และมีความโปร่งใส (Transparency) เพื่อให้ทั่วโลกมองไทยเป็น ‘ตะกร้าปลอดภัย’ ในการกระจายความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุน
“ทุกคนกลับบ้านไปจะต้องรู้สึกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เขาจะเอาไข่ในตระกร้าใบเดียวกันมา กระจาย โดยเลือกมาวางในตะกร้าประเทศไทยด้วย เป็น trading partner เป็น trusted trading partner ของทุกประเทศ”
รับมือเศรษฐกิจ K-Shape สปีดเครื่องนิวอีคอนิมีควบคู่ฐานเดิม
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ นายจิรายุสคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 3.3% แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้าที่โตเพียง 2.2% แต่ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 3.7 - 3.8% ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Change) ไปสู่รูปแบบ K-Shape ชัดเจน โดยกลุ่มที่ปรับตัวสู่เศรษฐกิจใหม่ นำเทคโนโลยี AI นวัตกรรม และ Smart Factory มาใช้ เช่น เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 1 และ 2 ปีนี้ ที่เติบโตถึง 5% จะสามารถเติบโตทะลุค่าเฉลี่ยโลกได้ แต่ในทางกลับกัน ประเทศที่พึ่งพาเพียงเศรษฐกิจเก่าหรือการส่งออกสินค้าที่จับต้องได้ (Physical Trade) เช่น ยางพารา ชิ้นส่วนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป หรือข้าวหอมมะลิ จะโตได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขอบขาลงของ K-Shape มองว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ต้องดำเนินควบคู่กันสองขา โดยขาเดิมอย่างเศรษฐกิจเก่าต้องได้รับการดูแลเพื่อรักษาฐานรายได้หลัก แต่สิ่งที่ต้องทุ่มเทความพยายามเป็นสองเท่า (Double Down Effort )คือ การลุยเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ทั้ง Digital Trade, Service Trade และ Green Trade ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 300% หรือ 3 เท่าตัวในปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ไทยต้องใช้ประโยชน์จากข้อตกลงกรอบ ”เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน“ (DEFA Agreement) เพื่อผนึกกำลังในระดับภูมิภาค ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมูลค่าสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์เข้าสู่พื้นที่ภายในปี 2030 พร้อมทั้งรักษาจุดยืนความเป็นกลาง (Stay Neutral) ไม่เลือกฝั่งระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หรือจีน
ยกเครื่องกฎระเบียบ-ทุนมนุษย์ ดึงคนเก่งและเงินลงทุน
นายจิรายุส กล่าวด้วยว่า การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน ภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล ผ่านมาตรการจูงใจ เช่น Golden Visa, การเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) และสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive)
ขณะที่ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาต้องร่วมมือกันพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) ด้วยการเร่ง Reskill ทักษะของบุคลากร นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และผลิตบัณฑิตใหม่ให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาด
ควบคู่กับการปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลก ตลอดจนการยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) และธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง
ปักธง อุตสาหกรรมสุขภาพ-การชะลอวัย
สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่เป็นจุดแข็งและเป็นข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Competitive Advantage) ของประเทศไทยมากที่สุด คือ การบริการสุขภาพและการชะลอวัย (Wellness & Longevity) นายจิรายุส ให้เหตุผลว่า เนื่องจากไทยมีศักยภาพด้านการบริการ (Hospitality) คุณภาพการบริการ (Service Quality) และอัตราส่วนราคาต่อคุณภาพ (Price Quality Ratio) ที่โดดเด่นในระดับโลก ประกอบกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ
“หากพูดถึง Financial Hub ทุกคนจะนึกถึงลอนดอน ฮ่องกง หรือนิวยอร์ก หากพูดถึง Digital Technology ต้องนึกถึง Silicon Valley แต่ถ้าพูดถึง Wellness และ Longevity ต้องเป็นไทยเท่านั้น นี่คือ Flagship สำคัญและเป็นทางออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในเวลานี้ เราต้องเร่งขยายศักยภาพการรองรับจาก ขัน ให้เป็น กะละมัง เพื่อเตรียมตักน้ำจากคลื่นอุปสงค์ (Demand) มหาศาลของสังคมสูงวัย (Aging Population) ทั่วโลกที่พร้อมจ่ายเงิน”
ดังนั้น การวางตำแหน่งยุทธศาสตร์ประเทศให้ชัดเจนทั้งในฐานะ Trusted Trading Partner และ Global Wellness Hub จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถข้ามผ่านความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต





