กระแส Longevity หนุนกลุ่มโรงพยาบาลต่อยอดธุรกิจสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและชะลอวัย เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ระยะยาว โบรกเกอร์ชู BDMS เป็นหุ้นเด่นจากความพร้อมด้าน Wellness ครบวงจร ตามด้วย BH ที่เจาะตลาดลูกค้าพรีเมียม ขณะที่ EKH ขยายธุรกิจดูแลผู้สูงอายุและสุขภาพจิต รับเทรนด์สังคมสูงวัยและโอกาสผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Longevity ระดับโลก
KEY POINTS
- กระแส Longevity หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมโรงพยาบาลจากการรักษาโรคไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและชะลอวัย ซึ่งเป็นโอกาสสร้างรายได้ใหม่
- BDMS ถูกมองว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด (Top Pick) จากความพร้อมด้านเครือข่ายและโครงการ “WellEra” ที่มุ่งพัฒนาบริการ Wellness และการดูแลเชิงป้องกันครบวงจร เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Longevity ในภูมิภาค
- BH มีจุดแข็งด้านฐานผู้ป่วยต่างชาติระดับบนและความเป็นผู้นำด้าน Medical Tourism ซึ่งเอื้อต่อการขยายบริการสุขภาพและการชะลอวัยระดับพรีเมียมเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
- EKH กำลังขยายธุรกิจเพื่อรับเทรนด์สังคมสูงวัย โดยกระจายการลงทุนไปในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ (Koon) และสุขภาพจิต (Bloom) เพื่อสร้างการเติบโตนอกเหนือจากธุรกิจโรงพยาบาลหลัก
- นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาล โดยเฉพาะ BDMS และ BH จากการต่อยอดสู่ธุรกิจ Wellness และ Longevity ที่มีมูลค่าสูง และการผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Longevity ระดับโลกเพื่อดึงดูดลูกค้าต่างชาติ
กระแส Longevity หรือการมีอายุยืนยาวควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี กำลังเป็นแนวโน้มสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางอุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลก จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและความต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้ธุรกิจโรงพยาบาลขยายบริการใหม่ ๆ ทั้งการตรวจสุขภาพเชิงลึก การชะลอวัย และการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร เพื่อสร้างแหล่งรายได้เพิ่มเติมและรองรับการเติบโตในระยะยาว
ประสิทธิ์ รัตนกิจกมล ,IAA,CFA,CISA นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุนและทางเทคนิค บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า กระแส Longevity หรือการมีอายุยืนยาวควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโรงพยาบาล จากการรักษาโรคไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยมีแรงหนุนจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสุขภาพ (HealthTech) และนโยบายภาครัฐ
โดยแนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลเอกชนขยายบริการที่มีมูลค่าสูง เช่น การตรวจสุขภาพเชิงลึก โปรแกรมชะลอวัย เวชศาสตร์ฟื้นฟู และการติดตามสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ประจำและสนับสนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องมากขึ้น จากการเข้าถึงเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลและบริการป้องกันโรคที่สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตามมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนไทย ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ให้บริการสุขภาพแบบครบวงจรตลอดช่วงชีวิต โดยเฉพาะการต่อยอดธุรกิจสู่ตลาด Wellness และ Longevity ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง นอกจากนี้ การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Longevity ระดับโลก ยังเป็นโอกาสดึงดูดลูกค้าต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง และยกระดับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ไปสู่บริการสุขภาพและการชะลอวัยระดับพรีเมียม
สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์เด่น ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักเชิงบวกต่อ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS มากที่สุด จากความพร้อมของเครือข่ายโรงพยาบาลที่ครอบคลุม ฐานลูกค้าขนาดใหญ่ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนระบบนิเวศด้าน Wellness และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เอื้อต่อการต่อยอดสู่การเป็นผู้นำด้าน Longevity ของภูมิภาค
นอกจากนี้ โครงการ “WellEra” ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาบริการ Wellness และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแบบครบวงจร ซึ่งมีโอกาสสร้างรายได้ประจำและเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ส่งผลให้ BDMS เป็นหุ้นเด่นภายใต้ธีมการลงทุน Longevity
ขณะที่ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH มีจุดแข็งจากฐานผู้ป่วยต่างชาติระดับบนและความเป็นผู้นำด้าน Medical Tourism ซึ่งเอื้อต่อการรองรับความต้องการบริการสุขภาพและการชะลอวัยระดับพรีเมียมที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอนาคต
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้นทั้ง BDMS และ BH โดยประเมินราคาเหมาะสมสำหรับปี 2570 ของ BDMS ที่ 25.00 บาทต่อหุ้น และ BH ที่ 225.00 บาทต่อหุ้น ตามลำดับ
ด้านนักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า เปิดเผยภายหลังจัดงาน TISCO Corporate Day โดยเชิญบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และบริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH ร่วมให้ข้อมูลแนวโน้มธุรกิจ กลยุทธ์การเติบโต และปัจจัยขับเคลื่อนกำไรว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของ BDMS ซึ่งคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยมีโอกาสเติบโตระยะยาวจากบริการรักษาโรคเฉพาะทาง ผู้ป่วยต่างชาติ และธุรกิจ Wellness
ฝ่ายวิจัยคาดว่า BDMS จะมีรายได้ปี 2569 เติบโต 2-4% เร่งขึ้นจากการเติบโต 1% ในช่วงครึ่งแรกของปี โดยรายได้ไตรมาส 3 ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโต 6-7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากความต้องการใช้บริการของผู้ป่วยชาวไทยที่แข็งแกร่งขึ้น และจำนวนผู้ป่วยจากตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม การเติบโตอาจชะลอลงในเดือนก.ย. จากฐานเปรียบเทียบที่สูง ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้าถึงโรงพยาบาลเป็นการชั่วคราว และทำให้การรักษาบางส่วนต้องเลื่อนออกไป
สำหรับกลยุทธ์ระยะยาว BDMS มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลเดิม ควบคู่กับการเปิดโรงพยาบาลขนาดเล็กเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลหลัก แทนการสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งใหม่ในพื้นที่ที่ยังไม่เคยพัฒนา โดยมีแผนขยายบริการรักษาโรคเฉพาะทาง การรักษาด้วยโปรตอน และโครงการ WellEra เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากกว่าผู้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ประจำในระยะยาว
ทั้งนี้ โครงการ WellEra มีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2573 โดยคาดว่าธุรกิจ Wellness และค้าปลีกจะเริ่มเปิดดำเนินงานในช่วงปลายปี 2572 ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของรายได้ระยะยาวของ BDMS ประมาณ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี พร้อมเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Wellness จาก 12% ในปี 2568 เป็น 20% ภายในปี 2578 สะท้อนโอกาสต่อยอดธุรกิจสุขภาพให้มีความหลากหลายและลดการพึ่งพารายได้จากการรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว โดยทิสโก้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” BDMS และประเมินมูลค่าที่เหมาะสม 24.50 บาทต่อหุ้น
ด้าน EKH มีมุมมองเชิงบวกต่อกลยุทธ์กระจายแหล่งรายได้ โดยเฉพาะธุรกิจดูแลผู้สูงอายุและการดูแลแบบประคับประคองภายใต้แบรนด์ Koon รวมถึงธุรกิจสุขภาพจิต Bloom ซึ่งเป็นโอกาสสร้างการเติบโตเพิ่มเติมนอกเหนือจากธุรกิจโรงพยาบาลหลักที่มีรายได้ผันผวนตามฤดูกาล โดยบริษัทตั้งเป้าลดสัดส่วนรายได้จากโรงพยาบาลหลัก จากระดับ 80-90% ในอดีต เหลือประมาณ 60% ในปัจจุบัน และลดลงสู่ระดับ 50% ในระยะยาว พร้อมมุ่งขยายธุรกิจที่มีความผันผวนตามฤดูกาลต่ำและเน้นกลุ่มลูกค้าที่ชำระเงินเอง
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงพยาบาลหลักยังเผชิญแรงกดดันจากการตรวจสอบการเคลมประกันที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) ซึ่งผู้ป่วยที่ใช้ประกันคิดเป็นประมาณ 60% ของรายได้โรงพยาบาลหลัก และ AIA มีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้ประกันดังกล่าว
สำหรับธุรกิจ Bloom ปัจจุบันมีผู้ป่วยนอก (OPD) ประมาณ 20-25 รายต่อวัน และมีผู้เข้าพักในเตียงผู้ป่วยในประมาณ 5-6 เตียง สร้างรายได้ราว 4.5 ล้านบาทต่อเดือน แต่ยังมีผลขาดทุนสุทธิประมาณ 1-1.2 ล้านบาทต่อเดือน โดยผู้บริหารตั้งเป้าให้ธุรกิจถึงจุดคุ้มทุนในไตรมาส 1 ปี 2570 และเริ่มมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2-3 ปีเดียวกัน จากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น การกลับมาใช้บริการ OPD อย่างต่อเนื่อง และโครงสร้างบุคลากรที่ยืดหยุ่น นอกจากนี้ บริษัทยังพิจารณาแนวทางแยกธุรกิจ Bloom ออกไปจดทะเบียนหรือดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ หากสามารถสร้างกำไรสุทธิได้ประมาณ 50 ล้านบาท
ขณะที่ธุรกิจ Koon พระราม 2 มีอัตราการเข้าพักประมาณ 90% และมีแผนเพิ่มจำนวนเตียงในช่วงปลายปี 2570 ส่วน Koon บางนาอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อรองรับลูกค้ารายได้สูงในเขตชานเมือง สำหรับ Koon อ่าวนาง ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่ EKH ถือหุ้น 49% ผลขาดทุนลดลงต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าทำกำไรในปี 2570 จากความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
ส่วนธุรกิจโรงพยาบาลหลัก EKH ยังคงวางตำแหน่งในตลาดระดับกลาง โดยเน้นค่ารักษาพยาบาลที่เข้าถึงได้มากกว่าเครือโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ขณะที่ศูนย์หัวใจยังเป็นธุรกิจที่สร้างอัตรากำไรสูง แม้ปริมาณผู้ป่วยในไตรมาส 3 ปี 2569 จะอ่อนตัวลงเล็กน้อย จากข้อจำกัดของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกี่ยวกับการส่งต่อผู้ป่วยข้ามจังหวัด
สำหรับธุรกิจรักษาผู้มีบุตรยาก (IVF) ผลการดำเนินงานยังทรงตัว โดยลูกค้าประมาณ 90% มาจากจีน ท่ามกลางแนวโน้มอัตราการเกิดที่อ่อนแอทั้งในจีนและไทย ขณะที่กลยุทธ์ขยายธุรกิจโรงพยาบาลจะให้น้ำหนักกับการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) มากกว่าการสร้างโรงพยาบาลใหม่ในพื้นที่ที่ยังไม่เคยพัฒนา เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงและความท้าทายด้านการเคลมประกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเปิดรับโอกาสเข้าซื้อกิจการที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ยัคงคำแนะนำ “ถือ” EKH โดยประเมินมูลค่าที่เหมาะสม 4.20 บาทต่อหุ้น สะท้อนโอกาสเติบโตจากการกระจายธุรกิจ ควบคู่กับความท้าทายในการฟื้นตัวของธุรกิจโรงพยาบาลหลักและการสร้างผลกำไรจากธุรกิจใหม่





