วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่องโอกาส‘หุ้นไทย’รับ IMF-World Bank โบรกลุ้นดึงทุน‘ต่างชาติ’สู่เศรษฐกิจระยะยาว

การประชุม IMF-World Bank ปี 2569 เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ โบรกเกอร์มองช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หนุนหุ้นโรงแรม ค้าปลีก และขนส่ง ขณะที่ระยะยาวต้องต่อยอดสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Data Center เซมิคอนดักเตอร์ และห่วงโซ่อุปทาน AI เพื่อเพิ่มโอกาสดึงเงินทุนต่างชาติกลับสู่ตลาดหุ้นไทย

KEY POINTS

  • การที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ในปี 2569 ถือเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับตลาดหุ้นไทย
  • โบรกเกอร์คาดว่าการประชุมจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุม ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มโรงแรม, ค้าปลีก, และขนส่ง (AOT, BEM)
  • โอกาสสำคัญในระยะยาวคือการใช้เวทีนี้สร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Data Center และเซมิคอนดักเตอร์
  • การกลับเข้ามาของเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะแนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการประชุม
  • การประชุมเป็นโอกาสให้ไทยผลักดันการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การเติบโตจากการลงทุนของเอกชน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ห่วงโซ่อุปทานของ AI

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการหารือทิศทางเศรษฐกิจโลก และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังต้องจับตาทั้งปัจจัยเศรษฐกิจโลก ทิศทาง “เงินทุนต่างชาติ” และโอกาสสร้างการเติบโตจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่

ส่องโอกาส‘หุ้นไทย’รับ IMF-World Bank โบรกลุ้นดึงทุน‘ต่างชาติ’สู่เศรษฐกิจระยะยาว

“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรติดตาม คือ แนวโน้มเศรษฐกิจโลก การปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อมากกว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพียงอย่างเดียว

หากเงินเฟ้อสหรัฐยังไม่ปรับลดลงตามที่ตลาดคาดอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ทรงตัวระดับสูงต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันกระแสเงินทุนต่างชาติ และทำให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียยังมีความเสี่ยงเงินทุนไหลออก ดังนั้น ทิศทางเงินเฟ้อและสัญญาณเกี่ยวกับนโยบายการเงินสหรัฐ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต้องติดตาม เพื่อประเมินโอกาสการกลับเข้ามาของต่างชาติในตลาดหุ้นไทย

อีกประเด็นที่น่าจับตาการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่การเติบโตจากการลงทุนเอกชน โดยไทยมีโอกาสเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะในส่วนฮาร์ดแวร์และส่งออก ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนการลงทุนในระยะต่อไป

โดยที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ และการใช้จ่ายรัฐเป็นสำคัญ สัดส่วนลงทุนต่อ GDP ราว 20% มาเป็นเวลานาน จึงเป็นโอกาสที่รัฐจะผลักดันให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 25-30% เพื่อกระตุ้นลงทุนและฟื้นฟูความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลจากการปรับปรุงวิธีคำนวณดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ซึ่งอาจทำให้ตัวเลข GDP ในภาคการผลิตมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น โดยนักลงทุนควรจับตาสัญญาณจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รวมถึงมุมมองที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะกลางสะท้อนโอกาสการเติบโตเพิ่มเติมหรือไม่

“ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์” หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามจากการประชุม IMF คือรายงาน World Economic Outlook และ Global Financial Stability Report ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงินโลก หากปรับลดคาดการณ์ GDP หรือเตือนความเสี่ยงเพิ่มเติม อาจกดดันบรรยากาศลงทุนทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ขณะเดียวกัน ต้องจับตา Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น และการประชุม Fed ช่วงปลายเดือนต.ค.2569 เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย โดยความเสี่ยงหลักเศรษฐกิจโลกยังอยู่ที่ เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และ Bond Yield ที่สูงขึ้น ซึ่งอาจจำกัดการปรับขึ้นของตลาดหุ้นและกดดันมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยง

ด้านกลยุทธ์ระยะสั้นแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเดินทางและการใช้จ่ายช่วงประชุม IMF-World Bank ได้แก่ กลุ่มโรงแรม, กลุ่มค้าปลีก รวมถึง AOT และ BEM กลุ่มขนส่ง สำหรับระยะยาวเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์การย้ายฐานผลิตและเมกะเทรนด์เทคโนโลยี

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า การที่ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุมราว 12,000-15,000 คน ทั้งด้านที่พัก อาหาร การเดินทาง และบริการต่าง ๆ ขณะที่ โอกาสสำคัญในระยะยาวคือ การใช้เวทีนี้สร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ

ด้านไทยมีโอกาสแสดงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งดิจิทัล โทรคมนาคม การเดินทาง และพลังงานสะอาด เพื่อแข่งขันดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญ

“ไทยมีจุดแข็งในการดึงดูดธุรกิจ Data Center จากต้นทุนที่ดินและความพร้อมด้านน้ำ-ไฟฟ้า แม้ยังมีข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อ ขณะที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้แรงหนุนจากฐานการผลิตยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และแรงงานทักษะ โดยช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมนี้เพิ่มขึ้นชัดเจน”