ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 5.91 จุด แตะ 1,571.74 จุด จากแรงขายหุ้นพลังงานตามความผันผวนของราคาน้ำมัน นักลงทุนจับตาการประชุม IMF-World Bank และงบไตรมาส 3 กลุ่มธนาคาร โดย TISCO เตรียมรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ทิศทางหุ้นกลุ่มแบงก์ระยะถัดไป
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดร่วงลง 5.91 จุด มาอยู่ที่ 1,571.74 จุด
- นักวิเคราะห์ระบุว่าตลาดถูกกดดันจากความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยมีแรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงานจากความกังวลด้านอุปทาน
- ปัจจัยที่ต้องจับตาคือการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โรงไฟฟ้า และไฟแนนซ์
- นักลงทุนกำลังรอการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่มธนาคาร โดย TISCO จะเริ่มประกาศในสัปดาห์นี้
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (12 ต.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,571.74 จุด ร่วง 5.91 จุด หรือ 0.37% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,581.13 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,567.06 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 55,934.03 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. SCC ราคาปิด 273.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท หรือ 1.87% มูลค่าการซื้อขาย 3,810.11 ล้านบาท
2. KBANK ราคาปิด 231.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 1.32% มูลค่าการซื้อขาย 3,334.57 ล้านบาท
3. DELTA ราคาปิด 262.00 บาท ลดลง 6.00 บาท หรือ 2.24% มูลค่าการซื้อขาย 3,268.01 ล้านบาท
4. KTB ราคาปิด 41.75 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.60% มูลค่าการซื้อขาย 2,514.42 ล้านบาท
5. PTTEP ราคาปิด 150.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 2.04% มูลค่าการซื้อขาย 2,322.17 ล้านบาท
วิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมหุ้นไทยปิดลบเล็กน้อย โดยมีแรงกดดันหลักจากแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน จากแรงกดดันด้านอุปทานน้ำมัน ทั้งการทยอยส่งออกน้ำมันดีเซลของรัสเซีย และการทยอยปล่อยน้ำมันสำรองของกลุ่มประเทศ G7 แม้ราคาน้ำมันดิบยังไม่หลุดระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังมีปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ความรุนแรง แต่แรงกดดันด้านอุปทานยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการลงทุน เช่น ธนาคารพาณิชย์ โรงไฟฟ้า และไฟแนนซ์ ยังช่วยพยุงตลาด โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ในประเทศไทย ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center รวมถึงแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่มีโอกาสปรับตัวลดลง
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ สาระสำคัญจากการประชุม IMF-World Bank รวมถึงการเริ่มต้นฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 โดยสัปดาห์นี้ หุ้น TISCO จะเป็นหนึ่งในธนาคารที่รายงานผลประกอบการ ก่อนที่ธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ จะทยอยประกาศในสัปดาห์ถัดไป
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ ต้องจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ โดยเฉพาะ US CPI รวมถึงผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น เจพีมอร์แกน
นอกจากนี้ ตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อความผันผวนของตลาดในระยะนี้ Bond Yield และราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลต่อมุมมองการลงทุนและการประเมินแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นแต่ละกลุ่ม โดยกลยุทธ์ในช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนเน้นตั้งรับในหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ที่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่มไฟแนนซ์
สำหรับหุ้นเด่น ได้แก่ MTC ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงมา ขณะที่มีโอกาสเห็นกำไรไตรมาส 3 ปี 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ จึงเป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับพิจารณาทยอยสะสม ส่วน GULF ยังมีแรงส่งและแนวโน้มการเติบโตที่ดีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า จึงเป็นอีกหนึ่งหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่น่าจับตา ภายใต้กลยุทธ์ลงทุนแบบตั้งรับและติดตามทิศทาง Bond Yield อย่างใกล้ชิด





