5 โบรกเกอร์มองบวกไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ปี 2569 คาดสร้างเม็ดเงินสะพัด 1,050-2,250 ล้านบาท หนุนหุ้นท่องเที่ยว โรงแรม และค้าปลีก รับอานิสงส์ใช้จ่ายระยะสั้น ขณะที่กลุ่มนิคมฯ ลุ้นรับผลดีระยะยาวจากโอกาสดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ EV และพลังงานสะอาด
KEY POINTS
- โบรกเกอร์ 5 แห่งมองตรงกันว่า การที่ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ปี 2569 จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย จากการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
- คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นราว 1,050-2,250 ล้านบาท จากผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และค้าปลีก
- การประชุมเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของไทยเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในระยะยาว
- อุตสาหกรรมเป้าหมายที่คาดว่าจะดึงดูด FDI ได้แก่ ดาต้าเซ็นเตอร์, เซมิคอนดักเตอร์, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด
- หุ้นเด่นที่โบรกเกอร์แนะนำและคาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรง ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, ERW), กลุ่มค้าปลีก (CRC, CPN) และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA)
ตลาดหุ้นไทย จับตาการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 โดยนอกจากจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศระยะสั้นแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของไทยเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด ขณะที่โบรกเกอร์ประเมินเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม ค้าปลีก และนิคมอุตสาหกรรม พร้อมแนะติดตามโอกาสลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตและมูลค่ายังน่าสนใจ
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ประเมินว่า การประชุม IMF-World Bank ในประเทศไทยจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น ผ่านการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมงาน พร้อมเปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด
โดยกลยุทธ์การลงทุน เน้นทยอยสะสมหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวดีและมีมูลค่าเหมาะสม ได้แก่ BAY, ITC, GULF และ WHA
ด้าน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า การประชุมดังกล่าวเป็นโอกาสที่ไทยจะนำเสนอความพร้อมด้านดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อดึงดูดเงินลงทุนในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และรถยนต์ไฟฟ้า โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานระดับสูงกว่า 15,000 คน ซึ่งอาจสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 1,050-2,250 ล้านบาท จากการใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อคนต่อวัน
ในระยะสั้น ประเมินว่าหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ได้แก่ AOT, CENTEL และ ERW รวมถึงกลุ่มค้าปลีก CRC และ CPN จะได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระยะยาวให้น้ำหนักเชิงบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม AMATA และ WHA จากโอกาสในการดึงดูดการลงทุนใหม่
สำหรับ CENTEL ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการประชุม IMF-World Bank ที่ตรงกับช่วงเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว โดยคาดการณ์รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ในไตรมาส 3/2569 เติบโต 3-5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มเร่งตัวในไตรมาส 4/2569 ขณะที่ยอดจองห้องพักล่วงหน้าในเดือน ต.ค. 2569 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดกำไรปี 2569 อยู่ที่ 3,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน พร้อมให้ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 44.25 บาท
ขณะที่ บล. พาย ประเมินว่า การประชุม IMF-World Bank ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. จะช่วยเพิ่มโอกาสดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยมองว่ากลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้างมีโอกาสได้รับประโยชน์ หากการประชุมช่วยเร่งการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจต่างชาติ ประกอบกับบริษัทจดทะเบียนไทยจะทยอยรายงานผลประกอบการ หากออกมาดีกว่าคาดจะช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน โดยประเมินกรอบดัชนี SET ที่ 1,570-1,590 จุด
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน บล.พาย แนะนำติดตามหุ้นที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ได้แก่ กลุ่มการเงิน MTC, SAWAD และ TIDLOR กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ AP และ SPALI กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และพลังงาน BGRIM, GPSC, GULF, DELTA, HANA และ KCE รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว AOT, MINT และ CENTEL ตลอดจนหุ้นนิคมอุตสาหกรรม AMATA และ WHA
ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า การประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นเวทีสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามทั้งมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพระบบการเงิน ภาระหนี้ และความยั่งยืนทางการคลัง ตลอดจนโอกาสของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมรองรับการลงทุนระยะยาว
ขณะที่ บล.กรุงศรี ประเมินว่า การที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank 2026 จะช่วยสร้างจิตวิทยาเชิงบวกต่อตลาดหุ้น จากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมงานและโอกาสในการนำเสนอธีมการลงทุนของประเทศต่อนักลงทุนต่างชาติ โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว AWC, ERW และ CENTEL กลุ่มสนามบิน AOT กลุ่มธนาคาร KBANK และ KTB กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม AMATA และ WHA รวมถึงกลุ่มค้าปลีก CPALL, BJC และ CRC ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น
ทั้งนี้ การประชุม IMF-World Bank ไม่เพียงเป็นแรงหนุนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงจัดงาน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดสู่การลงทุนจริงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าการลงทุนและปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัทควบคู่กัน เพื่อประเมินว่ากระแสเชิงบวกจากการประชุมจะสามารถส่งผ่านไปยังผลประกอบการได้มากน้อยเพียงใด





