ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมใช้ 8 มาตรการปรับเกณฑ์ซื้อขายหุ้น เริ่ม 16 พ.ย. 2569 ครอบคลุมลดช่วงราคา เก็บค่าธรรมเนียมคำสั่งที่จับคู่น้อย ปรับกฎชอร์ตหุ้น คุม HFT และยกเลิกข้อจำกัดบางรายการ เช็กกฎใหม่ที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนมีผลบังคับใช้
KEY POINTS
- ปรับลดช่วงราคาเสนอซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหุ้นราคา 5-50 บาท เพื่อให้ส่วนต่างราคาแคบลงและเพิ่มความสะดวกในการซื้อขาย
- เก็บค่าธรรมเนียม 0.15 บาทต่อรายการ สำหรับคำสั่งซื้อขายที่ไม่เกิดการจับคู่ (OTR) ในส่วนที่เกิน 15,000 รายการต่อวัน เพื่อป้องกันการส่งคำสั่งที่ไม่จำเป็น
- ปรับเกณฑ์การขายชอร์ต (Short Selling) โดยใช้เกณฑ์ Uptick (ขายราคาสูงกว่าราคาล่าสุด) ในวันถัดไป หากราคาหุ้นปิดลดลงตั้งแต่ 10%
- จำกัดการขายชอร์ตให้ทำได้เฉพาะหลักทรัพย์สภาพคล่องสูง เช่น หุ้นใน SET100, DR, และ ETF
- กำหนดให้ผู้ที่ซื้อขายด้วยความถี่และความเร็วสูง (HFT) ต้องขึ้นทะเบียนเพื่อการกำกับดูแลที่เหมาะสม
- ยกเลิกกรอบราคาจำกัดการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นระหว่างวัน (Dynamic Price Band) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการซื้อขาย
- ยกเลิกข้อจำกัดประเภทหุ้นที่ผู้ซื้อขายแบบ HFT สามารถซื้อขายได้ ทำให้ซื้อขายได้ทุกหลักทรัพย์เหมือนนักลงทุนทั่วไป
- ยกเลิกข้อกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่คำสั่งต้องอยู่ในระบบก่อนยกเลิกหรือแก้ไข (Minimum Resting Time) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมปรับปรุงเกณฑ์การซื้อขายหลักทรัพย์ รวม 8 มาตรการ โดยมีทั้งการเพิ่มมาตรการใหม่ ปรับปรุงหลักเกณฑ์เดิม และยกเลิกข้อกำหนดบางส่วน ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดช่วงราคาซื้อขาย การขายชอร์ต ไปจนถึงการกำกับดูแลการซื้อขายด้วยความถี่และความเร็วสูง (HFT) เพื่อให้การซื้อขายในตลาดหุ้นมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 2569 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดสำคัญที่นักลงทุนควรรู้ ดังนี้
มาตรการเพิ่มเติม
1. ลดช่วงราคาเสนอซื้อขาย (Tick Size) หุ้นราคา 5-50 บาท
ปรับลดช่วงห่างของราคาที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ในหุ้นที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาท เพื่อให้ราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Offer) อยู่ใกล้กันมากขึ้น ช่วยลดส่วนต่างราคาและเพิ่มความสะดวกในการซื้อขาย
2. เก็บค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อขายที่ไม่ก่อให้เกิดการจับคู่ (OTR)
กำหนดค่าธรรมเนียม 0.15 บาทต่อรายการ สำหรับบัญชีที่ส่งคำสั่งซื้อขายจำนวนมาก แต่มีการจับคู่ซื้อขายน้อย โดยคิดเฉพาะส่วนที่เกิน 15,000 รายการต่อวัน เพื่อป้องกันการส่งคำสั่งจำนวนมากโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจเพิ่มภาระให้ระบบซื้อขาย
มาตรการปรับปรุงเกณฑ์เดิม
3. ปรับเกณฑ์การขายชอร์ต (Short Selling)
หากหุ้นมีราคาปิดลดลงตั้งแต่ 10% ขึ้นไป จะกำหนดให้การขายชอร์ตในวันทำการถัดไปต้องใช้เกณฑ์ Uptick คือ ต้องขายในราคาสูงกว่าราคาซื้อขายล่าสุด จากเดิมที่สามารถขายชอร์ตได้ในราคาเท่ากับหรือสูงกว่าราคาล่าสุด เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแรง
4. จำกัดหุ้นที่สามารถขายชอร์ตได้
กำหนดให้ขายชอร์ตได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงหรือมีเกณฑ์รองรับ ได้แก่ หุ้นใน SET100 หุ้นอ้างอิง Single Stock Futures ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) และกองทุน ETF เพื่อให้การขายชอร์ตอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม
5. กำกับดูแลการซื้อขายด้วยความถี่และความเร็วสูง (HFT)
กำหนดให้ผู้ที่ใช้ Dedicated API หรือมีพฤติกรรมการซื้อขายเข้าข่าย HFT ต้องขึ้นทะเบียน โดยพิจารณาจากลักษณะการส่งคำสั่งที่รวดเร็วและถี่ ปริมาณการซื้อขายสูง หรือมีสถานะหลักทรัพย์คงเหลือเมื่อสิ้นวันน้อย เพื่อให้สามารถกำกับดูแลการซื้อขายประเภทนี้ได้อย่างเหมาะสม
มาตรการยกเลิก
6. ยกเลิก Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์
ยกเลิกกรอบราคาที่ใช้จำกัดการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นแต่ละตัวระหว่างวัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการซื้อขาย โดยเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำหรือหุ้นขนาดเล็ก
7. ยกเลิกข้อจำกัดหุ้นที่ HFT สามารถซื้อขายได้
เปิดให้ผู้ซื้อขายที่ใช้ระบบ HFT สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้ทุกตัวเช่นเดียวกับนักลงทุนทั่วไป จากเดิมที่มีข้อจำกัดในประเภทหุ้นที่สามารถซื้อขายได้
8. ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT)
ยกเลิกข้อกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่คำสั่งซื้อขายต้องคงอยู่ในระบบก่อนจะยกเลิกหรือแก้ไขคำสั่ง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารคำสั่งซื้อขาย และลดภาระด้านระบบงานของบริษัทหลักทรัพย์





