‘EA’ ลุยต่อยอดธุรกิจปาล์ม สู่ ‘ไบโอ พีซีเอ็ม’ ปูทางสร้างพอร์ต ‘รายใหม่’ ตั้งเป้ายอดขาย PCM แตะระดับ 100 ล้านบาทภายใน 3 ปี
การบริหารจัดการ “พลังงาน” อย่างมีประสิทธิภาพ กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของ “ภาคธุรกิจ” และ “อุตสาหกรรม” เมื่อความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น ขณะที่สภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวนมากขึ้น หนึ่งในบริษัทพลังงานทดแทนอย่าง บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA จึงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยบริหารจัดการพลังงานควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพของไทย
และหนึ่งในธุรกิจที่ EA ให้น้ำหนักมากขึ้นคือ Phase Change Material หรือ PCM วัสดุเปลี่ยนสถานะชีวภาพที่พัฒนาจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งมี “ศักยภาพต่อยอด” สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในหลากหลายอุตสาหกรรม และเป็นอีกหนึ่งช่องทาง “ธุรกิจใหม่” (New Business) ที่มีโอกาสสร้างรายได้และเพิ่มศักยภาพการ “ทำกำไร” ให้กับ EA ในระยะยาว
“ฉัตรพล ศรีประทุม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยว่า สำหรับที่มาของ PCM เกิดจากการที่ EA มีพื้นฐาน “ธุรกิจไบโอดีเซล” ซึ่งใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบสำคัญ แต่เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “พลังงานรถไฟฟ้า” (EV) ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น บริษัทจึงมองหาแนวทาง “เพิ่มมูลค่า” ให้กับวัตถุดิบดังกล่าว ด้วยการพัฒนาจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งนำมาสู่การพัฒนา PCM จากน้ำมันปาล์ม 100%
ทั้งนี้ EA ใช้เวลาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี PCM ประมาณ 2 ปี โดย “จุดเด่น” ของผลิตภัณฑ์สามารถกักเก็บและปลดปล่อยพลังงานความร้อนหรือความเย็นในช่วงที่วัสดุเกิดการเปลี่ยนสถานะ ทำหน้าที่เสมือนตัวช่วยควบคุมอุณหภูมิให้คงที่หรือชะลอการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่ต้องการ อีกทั้งยังสามารถกำหนดช่วงอุณหภูมิการทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานแต่ละประเภทได้
โดยคุณสมบัติดังกล่าวทำให้ PCM สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายอุตสาหกรรม ทั้งวัสดุก่อสร้างเพื่อช่วยลดความร้อนเข้าสู่อาคารและลดภาระเครื่องปรับอากาศ ระบบขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ระบบทำความเย็น สิ่งทอ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์สำหรับการควบคุมอุณหภูมิ โดยเมื่อช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศหรือระบบทำความร้อน ก็มีศักยภาพในการลดการใช้ไฟฟ้าและต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการลดการใช้พลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
“ฉัตรพล” บอกต่อว่า ปัจจุบัน EA เริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจ PCM แล้ว โดยผลิตจากโรงงานไบโอดีเซลของบริษัทในจังหวัดระยอง และจำหน่ายในรูปแบบสารตั้งต้นเหลว ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างพิจารณาพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำด้วยตัวเอง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมความต้องการเฉพาะด้านของแต่ละอุตสาหกรรมมากขึ้น
สำหรับ “ตลาดต่างประเทศ” ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ PCM ของ EA มีการส่งออกและขยายการใช้งานไปยังตลาดสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สะท้อนถึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่พัฒนาจากงานวิจัยไทยในการนำไปใช้งานจริงและสร้างมูลค่าในตลาดสากล
“บริษัทกำลังปรับบทบาทสู่การเป็น “บริษัทนวัตกรรม” ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะธุรกิจพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ยังให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงและสร้างรายได้ให้กับบริษัท เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้จากงานวิจัยให้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจใหม่ในระยะยาว”
ทั้งนี้ EA ตั้งเป้าหมายให้ธุรกิจ PCM เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญของบริษัทในอนาคต โดยตั้งเป้ายอดขายแตะระดับ 100 ล้านบาทภายใน 3 ปี จากปัจจุบันที่เริ่มมีรายได้แล้ว พร้อมเดินหน้าขยายตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบชีวภาพและเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว
นอกจาก PCM แล้ว EA ยังมองหาโอกาสจากผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุดิบตั้งต้นจากชีวมวลและทรัพยากรชีวภาพอื่น ๆ โดยเฉพาะ HVO หรือ Green Diesel ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงดีเซลชีวภาพจากปาล์ม และ SAF หรือเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน โดยโรงงานของบริษัทมีความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนการผลิตระหว่าง PCM, HVO และ SAF ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเวลา สะท้อนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรและกำลังการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่าง “การปรับโครงสร้างธุรกิจ” เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยปัจจุบันธุรกิจพลังงานยังเป็นแหล่งรายได้หลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60-70% ขณะที่ ธุรกิจ EV และผลิตภัณฑ์ Bio-based จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะโครงการลงทุนใหม่ที่จะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ในส่วนธุรกิจพลังงาน EA ยังคงเดินหน้าลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และเตรียมความพร้อมเข้าร่วมประมูลโครงการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP) หากภาครัฐเปิดให้มีการประมูล โดยบริษัทให้ความสนใจ “โครงการพลังงานลม” และ “โซลาร์ฟาร์ม” เป็นหลัก รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนและโซลาร์ชุมชน ขณะที่ การลงทุน “โรงไฟฟ้าขยะ” จะพิจารณาความเพียงพอของแหล่งวัตถุดิบเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ เพื่อให้สามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับ โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา โรงไฟฟ้าขยะภูเก็ตมีกำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ คาดจะแล้วเสร็จ และเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2570 ส่วนโครงการพลังงานลมมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 90-180 เมกะวัตต์ และมีแผนทยอย COD ในช่วงปี 2571-2572 โดยการลงทุนโครงการใหม่มีเป้าหมายส่วนหนึ่งเพื่อชดเชยรายได้จาก Adder ของโรงไฟฟ้าเดิมที่ทยอยหมดอายุ และรักษาฐานรายได้ของธุรกิจพลังงานในระยะยาว
ขณะที่ธุรกิจ EV บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนายานพาหนะไฟฟ้าร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทั้งรถไฟฟ้าและเรือไฟฟ้าสำหรับการขนส่งและโดยสารทางน้ำ พร้อมเตรียมเริ่มส่งมอบรถโดยสารไฟฟ้าให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2570 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เข้ามาช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมในอนาคต
ทั้งนี้ EA มองว่า PCM จากน้ำมันปาล์มไม่ได้เป็นเพียงการต่อยอดวัตถุดิบทางการเกษตร แต่เป็นการเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ให้กลายเป็นนวัตกรรมมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ทั้งการประหยัดพลังงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยบริษัทอยู่ระหว่างเร่งขยายตลาดและต่อยอดผลิตภัณฑ์ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจ Bio-based โดยเฉพาะ PCM ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของ EA ในอนาคต





