ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 7 จุด ซื้อขายเบาบาง โบรกเตือนจับตาน้ำท่วม-เงินเฟ้อสหรัฐฯ แนะ Selective Buy ควบคู่ Wait and See
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,577.65 จุด เพิ่มขึ้น 7.04 จุด โดยบรรยากาศการลงทุนค่อนข้างทรงตัวและมีปริมาณการซื้อขายเบาบาง
- โบรกเกอร์เตือนให้ระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ และความกังวลต่อเศรษฐกิจชะลอตัวหลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง
- นักลงทุนควรจับตาการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินและบรรยากาศการลงทุนในตลาดโลก
- กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำคือ Selective Buy หรือเลือกซื้อหุ้นเป็นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ควบคู่ไปกับการ Wait and See เพื่อรอความชัดเจนของปัจจัยต่างๆ
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (9 ต.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,577.65 จุด บวก 7.04 จุด หรือ 0.45% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,578.47 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,569.59 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 53,542.67 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. KBANK ราคาปิด 228.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 0.87% มูลค่าการซื้อขาย 5,048.04 ล้านบาท
2. DELTA ราคาปิด 268.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 3,188.95 ล้านบาท
3. GULF ราคาปิด 60.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ 2.11% มูลค่าการซื้อขาย 2,886.93 ล้านบาท
4. SCC ราคาปิด 268.00 บาท เพิ่มขึ้น 9.00 บาท หรือ 3.47% มูลค่าการซื้อขาย 2,722.56 ล้านบาท
5. CCET ราคาปิด 10.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.80 บาท หรือ 8.70% มูลค่าการซื้อขาย 2,282.44 ล้านบาท
พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ตลอดทั้งวันเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,569 จุด และจุดสูงสุดที่ 1,578 จุด ก่อนเคลื่อนไหวบริเวณ 1,577 จุด สะท้อนบรรยากาศการลงทุนที่ค่อนข้างทรงตัวและยังไม่มีแรงซื้อขายอย่างคึกคัก
โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจมจากสัปดาห์หน้ามีวันหยุดทำการหลายวัน ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายมีแนวโน้มเบาบางลง ขณะที่ตลาดยังรอติดตามความชัดเจนของปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ความกังวลหลักอยู่ที่สถานการณ์น้ำท่วม หลังกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนฝนตกหนักมากในช่วงวันที่ 9-13 ต.ค.2569 ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลที่ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคล่าสุดเริ่มปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ
ด้านปัจจัยต่างประเทศ ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม โดยเฉพาะท่าทีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีทั้งการส่งสัญญาณขู่ยกระดับความขัดแย้งและการเดินหน้าเจรจา ทำให้ตลาดประเมินทิศทางสถานการณ์ได้ยาก
นอกจากนี้ กระแสความกังวลต่อแนวโน้มรายได้ของบริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะประเด็นที่ตลาดประเมินว่ารายได้ของ OpenAI อาจไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่อัตราผลตอบแทน Bond Yield ยังคงอยู่ในระดับสูง เป็นอีกปัจจัยที่จำกัดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยง
สำหรับการเคลื่อนไหวของหุ้นรายกลุ่มวันนี้ พบว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ได้แก่ GULF GPSC และ BGRIM ปรับตัวขึ้นได้ดี จากความชัดเจนเชิงนโยบายเกี่ยวกับการจัดตั้ง Data Center ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทำให้เกิดแรงซื้อกลับ หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงก่อนหน้านี้
ขณะที่กลุ่มค้าปลีกอย่าง CRC และ BJC ปรับตัวโดดเด่นเช่นกัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มยอดขายสาขาเดิมที่ยังแข็งแกร่ง ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมที่กระตุ้นให้ประชาชนบางส่วนเร่งซื้อสินค้าเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ส่งผลดีต่อการจับจ่ายใช้สอยในระยะสั้น
ส่วนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA เผชิญแรงกดดันจากความเชื่อมั่นเชิงลบต่อธุรกิจ AI ในต่างประเทศ แม้ราคาหุ้นจะไม่ได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เช่น KBANK, BBL, TTB และ BAY เคลื่อนไหวในทิศทางชะลอตัว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์หน้า แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Selective Buy หรือเลือกซื้อหุ้นเป็นรายตัว โดยเน้นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มผลประกอบการสนับสนุน เนื่องจากคาดว่าปริมาณการซื้อขายจะไม่สูงมากจากวันหยุดทำการหลายวัน
ทั้งนี้ นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังและอยู่ในโหมด Wait and See เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ รวมถึงการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินและบรรยากาศการลงทุนในตลาดโลก
ส่วนการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ในสัปดาห์หน้า มองว่าจะส่งผลดีต่อตลาดทุนไทยในระยะกลางถึงระยะยาวมากกว่าการเป็นปัจจัยกระตุ้นตลาดในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมในกรุงเทพฯ มีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงในระยะสั้น จากการเข้าร่วมประชุมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยสนับสนุนความต้องการเข้าพัก โดยหุ้นที่น่าจับตา ได้แก่ AWC และ ERW ซึ่งมีแนวโน้มยอดจองห้องพักอยู่ในระดับหนาแน่นและแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวยังเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของเวทีโลกอีกครั้ง หลังห่างหายไปเป็นเวลานาน ตลอดจนช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศและเปิดโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติในอนาคต รวมถึงการหารือเกี่ยวกับแนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่โอกาสทางธุรกิจและการลงทุนของไทยในระยะยาว




