ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะที่กระแส AI ยังขยายตัวต่อเนื่อง หนุนกำไรธุรกิจที่เกี่ยวข้องเติบโตโดดเด่น และช่วยเสริมมุมมองว่าตลาดยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ หากผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีใน S&P 500 ออกมาแข็งแกร่ง
KEY POINTS
- ปัจจัยหลักที่หนุนตลาดคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตดีกว่าคาดการณ์ และกระแสความนิยมในเทคโนโลยี AI ที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
- ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามูลค่า (Valuation) ของตลาดยังไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง
- ฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญในระยะสั้น หากออกมาดีกว่าคาด จะเป็นแรงส่งให้ตลาดปรับตัวขึ้นต่อ
- บริษัทในกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ซึ่งช่วยสนับสนุนแนวโน้มผลประกอบการในอนาคต
- ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มีการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยบางส่วนเติบโตได้ถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้ง ท่ามกลางคำถามว่าหลังราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่อง ตลาดยังมีโอกาสไปต่อหรือไม่ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังมีแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตดี และกระแส AI ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง
“วิน พรหมแพทย์” CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังทำ All-Time High จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตดีกว่าคาด และแรงหนุนจากกระแส AI
ขณะที่ Valuation ยังไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร โดย บลจ.กสิกรไทยทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียมาตั้งแต่ช่วงมี.ค.-เม.ย.
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว เนื่องจากพอร์ตหุ้นทั่วโลกมีหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าครึ่งอยู่แล้ว จึงควรกระจายลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำจัดพอร์ตแบบ Core Portfolio โดยมีหุ้นทั่วโลกเป็นสินทรัพย์หลักเพื่อสร้างการเติบโต ควบคู่กับตราสารหนี้ทั่วโลกเพื่อช่วยลดความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่ Bond Yield ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง หากตลาดหุ้นเกิดแรงกังวลและมีการโยกเงินเข้าสู่ตราสารหนี้ จะช่วยสร้างสมดุลให้พอร์ตได้
ขณะเดียวกัน ควรมีสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำและน้ำมันในสัดส่วนเล็กน้อย เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดและช่วยพยุงพอร์ตในช่วงตลาดหุ้นปรับตัวลง
ทั้งนี้ นักลงทุนที่ถือหุ้นและมีกำไรอยู่แล้ว สามารถทยอยขายทำกำไรบางส่วน เพื่อนำเงินมาลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง ช่วยกระจายความเสี่ยง สร้างสมดุล และลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม
“บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง NASDAQ และ S&P 500 จะปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมองว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดแข็งแกร่งและไม่น่ากังวล
ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ มองว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มมีผลต่อตลาดลดลง หลังนักลงทุนเริ่มชินชากับสถานการณ์ ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลง จึงประเมินว่าโอกาสที่สถานการณ์จะบานปลายมีไม่มาก ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีสัญญาณประนีประนอมมากขึ้น
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในระยะสั้น คือฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 โดยกลุ่มธนาคารจะทยอยประกาศงบในสัปดาห์นี้ ก่อนเข้าสู่คิวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสัปดาห์ถัดไป หากผลประกอบการในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าออกมาดีกว่าคาด จะเป็นแรงส่งสำคัญให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ
นอกจากนี้ เริ่มเห็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนแนวโน้มผลประกอบการในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม แนะนำกลยุทธ์ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง โดยยังมองว่าปัจจัยพื้นฐานและโมเมนตัมของตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มดีกว่าตลาดหุ้นไทย
สำหรับการจัดสรรพอร์ตลงทุนโดยรวม แนะนำให้น้ำหนักหุ้นต่างประเทศประมาณ 80% และหุ้นไทยไม่เกิน 20% เนื่องจากตลาดหุ้นไทยหลังดัชนีขึ้นแตะระดับ 1,600 จุดยังเคลื่อนไหวไม่มากและมี Upside จำกัด ขณะที่ตลาดต่างประเทศยังมีโมเมนตัมที่น่าสนใจกว่า
ในส่วนของหุ้นต่างประเทศ 80% แนะนำกระจายลงทุนในกองทุนหุ้นโลกและสหรัฐฯ ราว 30% หุ้นเอเชีย 20% หุ้นญี่ปุ่น 20% และอีก 10% กระจายไปยังธีมเฉพาะ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือหุ้นยุโรป เพื่อให้พอร์ตครอบคลุมหลายภูมิภาคและลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว
“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า โดยปัจจัยสำคัญในระยะนี้อยู่ที่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ซึ่งกระแสการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงแข็งแกร่ง โดยกำไรเติบโตได้ถึง 3 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกันตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม Memory Chip ที่ปรับฐานลงมาจนมี Valuation น่าสนใจ เริ่มมีเงินทุนไหลกลับเข้ามา ขณะที่ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้เงินลงทุนมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดเงินมากขึ้น
สำหรับกรอบการลงทุน นักลงทุนยังสามารถถือและเข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ต่อเนื่องจนถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังหากผลเลือกตั้งออกมาเป็นลักษณะ “Democrat Sweep” หรือพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะอาจนำไปสู่การควบคุมด้านงบประมาณและสร้างความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แม้จะเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ Bond Yield ลดลงก็ตาม
ด้านกลยุทธ์จัดพอร์ต แนะนำให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ อย่างน้อย 30% ของพอร์ต ขณะที่หุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน รวมถึงหุ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยังสามารถลงทุนได้จากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม





