หุ้นไทยปิดบวก 5.77 จุด แรงหนุนหลักจาก DELTA ขณะที่เงินหมุนเข้า “ปิโตรเคมี-โรงกลั่น” ด้านโบรกชี้ SET ยังเป็น Sideway Up ลุ้นทดสอบ 1,600 จุด
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดทำการที่ 1,582.22 จุด เพิ่มขึ้น 5.77 จุด โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าการปรับขึ้นของดัชนีได้รับแรงหนุนจากหุ้น DELTA เป็นหลัก
- พบการหมุนเวียนของเงินลงทุนอย่างชัดเจน โดยมีแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น เช่น PTTGC และ TOP ขณะที่มีแรงขายทำกำไรในกลุ่มท่องเที่ยวและ ICT
- นักวิเคราะห์มองแนวโน้มทางเทคนิคของดัชนีเป็นลักษณะ Sideway Up โดยมีแนวต้านสำคัญทั้งในเชิงจิตวิทยาและทางเทคนิคที่ระดับ 1,600 จุด
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (6 ต.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,582.22 จุด บวก 5.77 จุด หรือ 0.37% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,587.54 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,575.25 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 67,389.14 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 272.00 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท หรือ 2.64% มูลค่าการซื้อขาย 9,220.31 ล้านบาท
2. PTT ราคาปิด 41.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 5,052.28 ล้านบาท
3. CPALL ราคาปิด 42.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.16% มูลค่าการซื้อขาย 3,222.96 ล้านบาท
4. PTTGC ราคาปิด 52.25 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 3.98% มูลค่าการซื้อขาย 2,484.18 ล้านบาท
5. TOP ราคาปิด 75.75 บาท เพิ่มขึ้น 4.25 บาท หรือ 5.94% มูลค่าการซื้อขาย 2,373.60 ล้านบาท
ภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ตลอดทั้งวันยังเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Up และสามารถประคองตัวได้ดีตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Nasdaq และ S&P 500 ที่ปรับตัวขึ้นทดสอบระดับสูงสุด
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของดัชนีในวันนี้ได้รับแรงหนุนจากหุ้น DELTA เป็นหลัก ซึ่งมีส่วนผลักดันดัชนีขึ้นเกือบทั้งหมด หากตัด DELTA ออก ภาพรวมตลาดจะอยู่ในลักษณะทรงตัวมากกว่า ขณะที่แนวโน้มทางเทคนิคยังเป็น Sideway Up โดยมีแนวต้านสำคัญทั้งในเชิงจิตวิทยาและทางเทคนิคที่ระดับ 1,600 จุด ส่วนกรอบแนวรับด้านล่างเริ่มยกฐานสูงขึ้น สะท้อนภาพตลาดที่ยังสามารถประคองทิศทางได้
สำหรับภาพการลงทุนรายกลุ่ม พบว่ามีการหมุนเวียนเงินลงทุนอย่างชัดเจน โดยกลุ่มท่องเที่ยวเผชิญแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้ ขณะที่มีปัจจัยลบระยะสั้นจากข่าวเกี่ยวกับการบินไทยและปัญหากระเป๋าเดินทางที่ตกค้าง แม้ว่ายอดจองในไตรมาส 4/2569 ยังอยู่ในระดับที่ดี นอกจากนี้ยังมีแรงขายสลับออกจากกลุ่ม ICT
ด้านกลุ่มที่มีเม็ดเงินหมุนเข้ามาโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น โดยมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้น PTTGC TOP SCC และ IVL รวมถึงกลุ่มพาณิชย์ที่เริ่มมีแรงซื้อเข้ามาเสริม สะท้อนการเปลี่ยนกลุ่มเล่นของนักลงทุนในระยะสั้น
สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม มองว่าตลาดยังให้น้ำหนักกับรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Minutes) โดยต้องติดตามรายละเอียดและถ้อยคำระหว่างบรรทัดว่าคณะกรรมการเฟดมีมุมมองต่อนโยบายดอกเบี้ยในระยะต่อไปอย่างไร แม้ปัจจุบันตลาดจะให้น้ำหนักค่อนข้างมากกับการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน ต้องติดตามผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะระดับความต้องการซื้อพันธบัตร หลังช่วงที่ผ่านมาอุปสงค์ยังไม่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลงและ Bond Yield ขยับสูงขึ้น หากการประมูลเริ่มเห็นความต้องการซื้อกลับมา จะช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield และเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ด้านกลยุทธ์การลงทุน กลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบมากที่สุดในขณะนี้ แต่เนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่มปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรงในวันนี้ จึงแนะนำให้รอจังหวะราคาย่อตัวก่อนเข้าลงทุน เพื่อเพิ่มความได้เปรียบด้านราคา
ส่วน กลุ่มโรงไฟฟ้า มีทิศทางเคลื่อนไหวสวนทางกับ Bond Yield ดังนั้น หาก Bond Yield เริ่มชะลอตัวหรือปรับลดลงอย่างชัดเจน จะเป็นจังหวะที่หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ากลับมามีความน่าสนใจและสามารถกลับมาเล่นได้อีกครั้ง





