จับตา “ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ” ไหลออก “ตลาดหุ้นไทย” พบ 10 วันทำการ (22 ก.ย.-5 ต.ค.) ขายสุทธิ 3.72 หมื่นล้าน ตลท. ชี้ “เงินทุนต่างชาติ” ไหลออกตามปัจจัยต่างประเทศ-น้ำท่วม เชื่อเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง ลุ้นคลื่นเงินทุนไหลกลับหากสถานการณ์คลี่คลาย “กองทุน” มองต่างชาติเทขายหุ้นไทยกังวล “เอ็นพีเอลแบงก์” พุ่ง จากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเร็ว “บล.บัวหลวง” ประเมินกระทบกำไร SET จำกัดไม่เกิน 2%
KEY POINTS
- นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยสุทธิกว่า 3.7 หมื่นล้านบาทในช่วง 10 วันทำการ เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยกดดันต่างๆ
- ปัจจัยกดดันภายในประเทศที่สำคัญคือสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และทำให้หนี้เสีย (NPL) ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น
- ปัจจัยภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
- ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่าการไหลออกของเงินทุนเป็นเพียงปัจจัยรบกวนชั่วคราว และเชื่อว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้ามาเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง
“ดัชนีหุ้นไทย” ในช่วงนี้เคลื่อนไหวลักษณะผันผวน เนื่องจากมีปัจจัยเข้ามากระทบทั้งภายในและภายนอกประเทศ สะท้อนผ่าน รายงานข้อมูลตัวเลขการซื้อขายของ “นักลงทุนต่างชาติ” ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในช่วงวันที่ 22 ก.ย.-5 ต.ค. 2569 พบว่านักลงทุนต่างชาติ “ขายสุทธิ” หุ้นไทย 10 วันทำการ อยู่ที่ -37,243.29 ล้านบาท
โดยในวันที่ 22 ก.ย. ขายสุทธิ -3,000.49 ล้านบาท วันที่ 23 ก.ย. ขายสุทธิ -1,168.58 ล้านบาท วันที่ 24 ก.ย. ขายสุทธิ -661.33 วันที่ 25 ก.ย. ขายสุทธิ -3,386.63 ล้านบาท วันที่ 28 ก.ย. อยู่ที่ -3,935.10 ล้านบาท วันที่ 29 ก.ย. ขายสุทธิ -7,685.18 ล้านบาท วันที่ 30 ก.ย. ขายสุทธิ -10,735.22 ล้านบาท วันที่ 1 ต.ค. ขายสุทธิ -3,562.78 ล้านบาท วันที่ 2 ต.ค. ขายสุทธิ -850.49 ล้านบาท และวันที่ 5 ต.ค. ขายสุทธิ -2,257.47 ล้านบาท
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เฝ้าติดตามและประเมินเหตุผลของการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างต่อเนื่อง
โดยหากเงินทุนไหลออกโดยไม่มีปัจจัยแวดล้อมหรือสวนทางกับตลาดอื่นในภูมิภาค ย่อมเป็นเรื่องที่น่ากังวล อย่างไรก็ดี การปรับตัวลดลงในรอบนี้มีปัจจัยกดดันที่ชัดเจนและสอดคล้องกับทิศทางของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะลดความเสี่ยงลงชั่วคราว โดยมีปัจจัยหลักมาจาก “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น “ราคาพลังงานในตลาดโลก” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “สถานการณ์ภัยธรรมชาติ” จากปัญหาน้ำท่วมภายในประเทศไทย “ความไม่แน่นอนและข้อสงสัย” ต่อทิศทางกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ในระดับสากล
ยันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยไม่ได้เปลี่ยน
ทั้งนี้ ยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หากสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายและตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากขึ้น เชื่อว่ามีโอกาสสูงที่กระแสเงินทุนต่างชาติจะทยอยไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยตามเดิม
ส่วนด้านแรงขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศที่มีอยู่ต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี (1 ม.ค.-2 ต.ค.69) กว่า 84,854.19 ล้านบาท โดยมองว่าเป็นไปตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา เพราะในที่สุดหน้าที่หลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) คือการเร่งปรับตัวและทำตัวเองให้น่าสนใจยิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดให้กระแสเงินทุน (Fund Flow) หมุนเวียนกลับเข้ามาลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงของแต่ละธุรกิจและอุตสาหกรรม
ส่วนประเด็นปัญหาน้ำท่วมว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนมากน้อยเพียงใดนั้น ทาง ตลท. อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เบื้องต้นยังไม่พบผลกระทบในวงกว้างหรือเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก บจ. ส่วนใหญ่ที่ปรากฏในข่าวยังอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบหลักส่วนใหญ่อาจเป็นบริษัทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
จับตาผลกระทบน้ำท่วมลาม Supply Chain
อย่างไรก็ตาม เน้นย้ำว่าการประเมินสถานการณ์จะพิจารณาเพียงแค่รายชื่อบริษัทไม่ได้ แต่ต้องดูภาพรวมของระบบเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย เนื่องจากตลาดทุนเชื่อมโยงกับทั้ง ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยยังไม่คลี่คลาย ทำให้การรวบรวมข้อมูลยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และ ตลท. จะต้องรอประเมินข้อมูลเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิดต่อไป
“ปัญหาน้ำท่วมในประเทศ คือเท่าที่ฟังจากนักวิเคราะห์ เนื่องจากผมยังไม่ได้มีข้อมูลส่วนตัว นักวิเคราะห์เหมือนกับยังไม่ได้กังวลมาก ซึ่งยังคิดว่าการส่งออกอะไรต่างๆยังเติบโตได้อยู่”
นายอัสสเดช เปิดเผยถึงผลการนำคณะเดินทางไปโรดโชว์ตลาดทุน ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 22-25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าการเดินทางครั้งนี้ “ไม่เสียของ” อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ กลุ่มนักลงทุนที่ได้เข้าพบส่วนใหญ่เป็น “กองทุนขนาดใหญ่” ที่เน้นการลงทุนระยะยาว (Long-term Investors) ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับการซื้อขายเก็งกำไรแบบวันต่อวัน แต่เน้นมองภาพรวมและการเติบโตในระยะยาวของประเทศไทยเป็นหลัก ทั้งนี้ คำถามที่นักลงทุนสถาบันสอบถามทางนายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่ก็มุ่งเน้นไปที่นโยบายเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างแท้จริง และถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มศึกษาโอกาสการลงทุนในไทยอย่างจริงจัง
สำหรับปัจจัยกดดันในปัจจุบัน เช่น ความผันผวนของราคาพลังงาน สถานการณ์อุทกภัยในประเทศ หรือการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) นายอัสสเดช มองว่าเป็นเพียงปัจจัยรบกวนชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากนักลงทุนสถาบันระดับโลกสามารถมองทะลุผ่านความผันผวนระยะสั้นเหล่านี้ได้ และหลังจากนี้คงต้องติดตามทิศทางกระแสเงินทุนที่จะทยอยไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป
“ต่างชาติ” เทขายหุ้นไทยกังวลน้ำท่วม
นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ XSpring AM เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิหุ้นไทยออกมาอย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีพอร์ตสินเชื่อรายย่อย อย่างสินเชื่อบ้านและสินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากกังวลว่าปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นรวดเร็วและระบายได้ยาก จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และดันให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้น
โดยต่างชาติยังคงชะลอการลงทุนเพื่อรอพิจารณางบการเงินและ NPL ของไตรมาส 3/2569 ก่อน เพื่อดูว่าผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรงเพียงใด ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะปรับพอร์ตหรือลงทุนต่อ
เรามองว่า หากผลประกอบการและแนวโน้ม NPL ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ออกมาแย่ ก็มีโอกาสสูงที่ระยะสั้นจะเห็นแรงขายต่างชาติปรับลดน้ำหนักพอร์ตลงอีก
แต่ถ้าหากตัวเลข NPL ไม่ได้พุ่งสูงเกินไป และรายได้ของธนาคารพาณิชย์ ยังทรงตัวได้ดี คาดว่า หุ้นกลุ่มแบงก์ก็มีโอกาสดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันกลับมาสนใจได้อีกครั้ง เนื่องจากมีจุดเด่นเรื่อง อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีและสม่ำเสมอ
“บล.บัวหลวง”ประเมินน้ำท่วมกระทบกำไรไม่เกิน 2%
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บัวหลวง กล่าวว่า ประเมินสถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบัน แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะขยายวงกว้าง แต่ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) คาดว่าจะจำกัดที่ไม่เกิน 0.1% และส่งผลกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ไม่เกิน 2% ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อและไม่ลุกลามเข้าสู่ฐานการผลิตหลัก
ขณะที่ ผลกระทบรายกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.ค้าปลีกคาดกระทบกำไรไม่เกิน 2% หุ้นซ่อมแซมบ้าน ได้อานิสงส์หลังน้ำลด 2.การเงินและธนาคารคาดกระทบกำไรราว 1-2% จากความเสี่ยงการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น
3. นิคมฯ และอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานบางแห่งหยุดชะงักชั่วคราว แต่ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ Logistics และ Supply Chain 4.โรงไฟฟ้า ผลกระทบจำกัด ระบบการผลิตและดีมานด์ของลูกค้าอุตสาหกรรมยังเดินหน้าต่อได้
พร้อมทั้ง บล.บัวหลวง ได้เปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งสร้าง Earnings Shock รุนแรงโดยกำไร SET ในไตรมาส 4 ปี 2554 หดตัวถึง 58% YoY โดยพบว่า กลุ่มที่ฟื้นตัวเร็วที่สุด (ภายใน 1 ไตรมาส) ได้แก่ ท่องเที่ยว, การแพทย์, ขนส่ง, ค้าปลีก, อิเล็กทรอนิกส์ และธนาคาร ส่วนกลุ่มที่ใช้เวลาฟื้นตัวปานกลาง (ประมาณ 2 ไตรมาส) ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ และยานยนต์และกลุ่มที่ฟื้นตัวช้าที่สุด คือประกันภัย ใช้เวลาราว 5 ไตรมาส เนื่องจากภาระค่าสินไหมทดแทนที่รุนแรง





