โบรกฯ ประเมินน้ำเหนือระลอกใหม่กด SET เสี่ยงหลุด 1,550 จุด หากท่วมหนักกระทบโรงงาน-นิคมฯ-แบงก์ จับตา GDP ขณะที่ DOHOME-GLOBAL ลุ้นรับอานิสงส์หลังน้ำลด
KEY POINTS
- นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากเกิดน้ำท่วมรุนแรงระลอกใหม่จากน้ำเหนือ อาจกดดันให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลง 20-30 จุด ไปทดสอบแนวรับที่ 1,550 จุด
- กลุ่มหุ้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบโดยตรงหากน้ำท่วมหนัก ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม, อิเล็กทรอนิกส์, อาหาร, นิคมอุตสาหกรรม (โดยเฉพาะในอยุธยา) และธนาคาร (จากความกังวลหนี้เสีย)
- สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีสัดส่วนทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ อาจส่งผลให้มีการพิจารณาปรับลดประมาณการ GDP ของไทยลง
- อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังสามารถบริหารจัดการได้ และไม่น่าจะรุนแรงเท่าปี 2554 เนื่องจากปริมาณการปล่อยน้ำยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
- หากสถานการณ์ไม่รุนแรง ผลกระทบต่อตลาดหุ้นจะจำกัด แต่นักลงทุนอาจใช้จังหวะที่หุ้นบางกลุ่มปรับตัวลงจากความกังวลเป็นโอกาสในการทยอยสะสม เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและอิเล็กทรอนิกส์ที่โรงงานไม่ได้รับผลกระทบจริง
- มีการแนะนำหุ้นที่อาจได้รับประโยชน์หลังน้ำลด เช่น DOHOME และ GLOBAL จากความต้องการซ่อมแซมบ้านเรือน
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 8 เตือนไทยตอนบนอากาศแปรปรวนช่วง 5-7 ต.ค. 2569 เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ใน 51 จังหวัด รวมถึง กทม. ท่ามกลางความกังวลน้ำเหนือไหลลงภาคกลางและสถานการณ์อาจรุนแรงกว่าสัปดาห์ก่อน
อย่างไรก็ตาม “นักวิเคราะห์” ประเมินสถานการณ์รอบนี้ยังบริหารจัดการได้ หากฝนและปริมาณน้ำไม่เพิ่มขึ้นมาก ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นจำกัด แต่ทว่าหากเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่รุนแรง อาจกดดันหุ้นโรงงาน อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร นิคมอุตสาหกรรม และธนาคาร (แบงก์) และ “ดัชนีหุ้นไทย” อาจเสี่ยงกดทดสอบบริเวณ 1,550 จุด หรือลดลง 20-30 จุดได้
“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ยังคงต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยมี 2 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ น้ำเหนือที่ไหลลงมาและฝนตกสะสมในพื้นที่ ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนทางเศรษฐกิจสูงถึง 47% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของ GDP ประเทศไทย หากเกิดน้ำเหนือไหลลงมาซ้ำเติมและสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้พิจารณาปรับลดประมาณการ GDP ของประเทศลง
สำหรับตลาดหุ้นไทย หากสามารถควบคุมสถานการณ์น้ำและฝนได้ เชื่อว่า Fund Flow ต่างชาติจะยังไม่ไหลออก แต่ทว่าหากเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่รุนแรง คาดว่าจะเห็นแรงขายเพิ่มขึ้นและกดดันดัชนีหุ้นไทย ลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,550 จุด หรือปรับตัวลงประมาณ 20-30 จุดจากระดับปัจจุบัน
ด้านผลกระทบรายกลุ่ม โรงงานอุตสาหกรรม อาหารส่งออก และอิเล็กทรอนิกส์ ยังเสี่ยงจากน้ำเหนือ โดยเฉพาะนิคมฯ ในอยุธยา หากน้ำท่วมโรงงานจริงจะกดดันหุ้นทั้งกลุ่ม ขณะที่ ธนาคาร อาจเผชิญแรงขายจากกังวลการตั้งสำรองหนี้เสียในไตรมาส 3-4/2569 ส่วน อสังหาฯ และนิคมฯ เสี่ยง Fund Flow ไหลออก แม้นิคมฯ ภาคตะวันออกยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ขณะที่กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ ชะลอเข้าซื้อเมื่อหุ้นปรับขึ้น และรอสะสมเมื่อย่อตัวสู่แนวรับ โดยแนะนำ DOHOME และ GLOBAL รับประโยชน์จากการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด ขณะที่แบงก์เริ่มมี Valuation ตึงตัว ส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้นทุนต่ำและกำไรดีถือต่อได้ แต่หากต้นทุนสูงและกำไรน้อย แนะนำขายทำกำไรบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมโรงงาน
“วิจิตร อารยะพิศิษฐ” ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำเหนือหนุนในช่วงสัปดาห์นี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือน โดยจากข้อมูลเบื้องต้น พบว่าผลกระทบโดยรวมยังไม่รุนแรง เนื่องจากฝนตกเป็นช่วงๆ และหยุด ไม่ได้ตกหนักต่อเนื่องทั้งวัน ขณะที่อัตราการปล่อยน้ำยังอยู่ในระดับที่สามารถติดตามและบริหารจัดการได้
สำหรับภาคอุตสาหกรรม ช่วงที่สถานการณ์รุนแรงขึ้นมีโรงงานบางแห่งปิดดำเนินการชั่วคราวประมาณ 1-2 วัน แต่ปัจจุบันกลับมาเปิดดำเนินงานตามปกติแล้ว โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมาจากปริมาณฝนสะสม และ ความเร็วของการปล่อยน้ำเหนือ ซึ่งปัจจุบันอยู่ราว 2,000-2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังอยู่ในระดับที่สามารถระบายน้ำได้ทัน และถือว่ายัง “เอาอยู่” เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำไหลสูงกว่า 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ด้านกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โรงงานไม่มีปัญหาน้ำท่วมขัง ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3-4/2569 มีแนวโน้มดีและเติบโตต่อเนื่องถึงปี 2570 หากราคาหุ้นปรับลงจากความกังวลเรื่องน้ำท่วม แต่โรงงานไม่ได้รับผลกระทบจริง ถือเป็นจังหวะทยอยสะสม
ส่วนกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม สถานการณ์โดยรวมยังไม่รุนแรง โดย AMATA ได้รับผลกระทบบางส่วนช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ขณะที่ WHA ยังไม่ได้รับผลกระทบแม้บางพื้นที่ในจังหวัดระยองมีน้ำท่วม แต่ยังบริหารจัดการได้
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า น้ำท่วมรอบนี้ไม่น่ารุนแรงเหมือนในอดีต หากหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมปรับลงจากความกังวล มองเป็นจังหวะทยอยสะสม
ส่วน กลุ่มธนาคาร ราคาปรับลงจากกังวล NPL เพิ่มขึ้น ขณะที่ก่อนหน้านี้ราคาขึ้นมามากและหลายตัวมี P/BV ราว 1 เท่า โดยคาดกำไรไตรมาส 3 ชะลอตัวทั้ง QoQ และ YoY อย่างไรก็ตาม พื้นฐานยังแข็งแกร่งจาก NIM ที่ดีขึ้นในครึ่งปีหลัง Credit Cost มีแนวโน้มลดลง และ Dividend Yield สูงกว่า 6% อาจเพิ่มเป็น 7-8% หากราคาหุ้นปรับลงอีก
กลยุทธ์แนะนำ รอจังหวะราคาย่อตัว โดยมอง P/BV ที่ 0.7-0.8 เท่า หรือรอผลประกอบการไตรมาส 3 ก่อนลงทุน ขณะที่ระยะยาวยังสามารถสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว
“วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย ประเมินว่าผลกระทบจากการระบายน้ำเหนือในรอบนี้น่าจะอยู่ในวงจำกัด โดยอาจกระทบเฉพาะพื้นที่ปริ่มน้ำหรือชุมชนริมแม่น้ำเป็นหลัก ขณะที่พื้นที่ตัวเมืองและโซนอุตสาหกรรม เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากพื้นที่เสี่ยงส่วนใหญ่เป็นวัดหรือชุมชนริมน้ำ ไม่ใช่พื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ มองว่าภาครัฐมีบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมในอดีตและมีมาตรการรับมือที่ดีขึ้น จึงไม่น่าปล่อยให้สถานการณ์ขยายตัวรุนแรงเหมือนในอดีต ขณะที่การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มโรงงาน อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารไม่ได้ปรับตัวลงแรงตามความกังวล สะท้อนว่าตลาดไม่ได้ตื่นตระหนกกับประเด็นดังกล่าวมากนัก
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย มอง SET มีแนวโน้ม Sideways แกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากยังขาดปัจจัยบวกใหม่ ขณะที่ต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ราคาน้ำมันและ Bond Yield อยู่ในระดับสูง ส่วนในประเทศตลาดรอผลประกอบการไตรมาส 3/2569 เป็นปัจจัยชี้ทิศทางกำไรบริษัทจดทะเบียน
ด้านกลยุทธ์รายกลุ่ม พลังงานและปิโตรเคมี ยังพอคาดหวังผลงานไตรมาส 3/2569 ได้จากราคาน้ำมันและปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ กลุ่มบริโภค ยังถูกกดดันจากกำลังซื้อชะลอตัว ส่วน กลุ่มธนาคาร ราคาปรับขึ้นมามากจน Valuation เริ่มตึงตัว โดย P/BV อยู่ราว 1 เท่า จึงมีโอกาสปรับขึ้นต่อจำกัด





