OKJ พุ่ง 15.29% รับ Big Revamp ปรับลดไซส์-ราคา หวังกระตุ้นยอดขายและเพิ่มลูกค้ากลับมาใช้บริการ ขณะที่โบรกมองแรงซื้อรอบนี้มาจากการเก็งกำไร แนะรอประเมินผลกลยุทธ์ใหม่ ท่ามกลางกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ
KEY POINTS
- หุ้น OKJ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.29% มาอยู่ที่ราคา 3.92 บาท ในการซื้อขายภาคเช้าวันที่ 5 ต.ค. 2569
- ราคาหุ้นตอบรับการปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งใหญ่ หรือ “Big Revamp” ที่มีการปรับลดขนาดจานและราคา เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้นและกระตุ้นยอดขาย
- นักวิเคราะห์มองว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นเป็นผลจากแรงซื้อเก็งกำไรและความคาดหวังต่อกลยุทธ์ใหม่ แม้ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ยังขาดทุน
- โบรกเกอร์ให้ความเห็นว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวมยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันธุรกิจร้านอาหาร และแนะนำให้รอประเมินผลของกลยุทธ์ใหม่ก่อน
- กลยุทธ์ใหม่ของ OKJ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความถี่ในการกลับมาใช้บริการของลูกค้า (Repeat Rate) และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว โดยเริ่มใช้พร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศ
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 5 ต.ค.2569 หุ้น OKJ หรือ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.29% เพิ่มขึ้น 0.52 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 3.92 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ เป็นปัจจัยกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังต้องรอความชัดเจนว่าจะมีการต่ออายุอีกหรือไม่
สำหรับหุ้นกลุ่มร้านอาหาร โดยเฉพาะ OKJ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น15% ในวันนี้ (5 ต.ค.2569) แม้ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ยังมีผลขาดทุนประมาณ 25 ล้านบาท และแนวโน้มการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังยังน่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะกำลังซื้อ
ทั้งนี้ ล่าสุด OKJ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจด้วยการลดขนาดจานและราคา เพื่อเพิ่มความเข้าถึงและกระตุ้นยอดขาย ซึ่งยังต้องติดตามว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าและทราฟฟิกเข้าร้านได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่การเปิดตัวแบรนด์ใหม่แม้ดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาหุ้นในรอบนี้
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า การปรับตัวขึ้นของ OKJ น่าจะมาจากแรงซื้อเก็งกำไรและความคาดหวังต่อการฟื้นตัวจากกลยุทธ์ใหม่มากกว่า แม้ราคาหุ้นปรับตัวลงมาค่อนข้างมากและระดับ Valuation ไม่ได้แพงจนเกินไป แต่ยังไม่รีบเข้าซื้อ แนะนำรอความชัดเจนของการฟื้นตัวของกำลังซื้อและผลของกลยุทธ์ใหม่ก่อน
ในทางกลับกัน กลุ่มวัสดุก่อสร้างและค้าปลีกตกแต่งบ้าน มีปัจจัยเชิงบวกมากกว่ากลุ่มร้านอาหาร เนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก ส่งผลให้ Valuation เริ่มอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยหุ้นที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ GLOBAL DOHOME และ HMPRO
สำหรับหุ้นเด่น แนะนำ HomePro เนื่องจากราคาหุ้นปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะที่มีจุดแข็งด้านการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง ซึ่งช่วยรองรับความเสี่ยงจากภาวะตลาดและกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ได้เป็นอย่างดี
ชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจครั้งใหญ่ หรือ “Big Revamp” ปรับโครงสร้างเมนู ขนาดจาน ราคา และประสบการณ์ในร้านครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่เปิดสาขาแรกที่เชียงใหม่ โดยเริ่มให้บริการรูปแบบใหม่พร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. 2569
การปรับครั้งนี้มุ่งตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความหลากหลาย และความยืดหยุ่นมากขึ้น จากเดิมที่โอ้กะจู๋เป็นร้านสลัดออร์แกนิกจานใหญ่สำหรับรับประทานร่วมกัน สู่การรองรับทั้งลูกค้าที่มารับประทานคนเดียว กลุ่มเพื่อน และครอบครัว ภายใต้แนวคิด “Same Roots New Moves”
สำหรับการเปลี่ยนแปลงหลักประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ More Ways to Choose เพิ่มเมนู ขนาด ราคา และ Side Dish/Add-on ให้เลือกหลากหลายขึ้น, New Reasons to Return ยกระดับ Customer Journey และนำเสนอเมนูสเต๊กรูปแบบใหม่, A Smoother Experience ปรับราคาเป็นแบบ All-Inclusive รวม VAT และไม่มีค่าบริการ พร้อมเพิ่มความรวดเร็วในการสั่งและบริการ และ The Roots We Keep ยังคงรักษาคุณภาพวัตถุดิบและระบบ Farm-to-Table จากฟาร์มออร์แกนิกของบริษัทในเชียงใหม่
ชลากร กล่าวว่า Big Revamp ครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงสร้างกระแสจากเมนูใหม่ แต่ต้องการเพิ่ม Repeat Rate และ Customer Lifetime Value ผ่านทางเลือกที่หลากหลาย ราคาเข้าใจง่าย และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้โอ้กะจู๋เป็นหนึ่งในร้านที่ลูกค้าเลือกกลับมาใช้บริการเป็นประจำ
ขณะเดียวกัน OKJ เดินหน้าระบบสมาชิก “OKJ TOGETHER-ONE MEMBERSHIP. ALL OUR BRANDS” เชื่อมสมาชิกทั้ง 5 แบรนด์ในเครือ ได้แก่ โอ้กะจู๋, โอ้ จู๊ซ, โจ วิงส์, โอ้กะจู๋ แรปแอนด์โรล และ กริลล์ แอนด์ กราวด์ ซึ่งมีรวมกว่า 85 สาขา ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2569 และคาดว่าจะเพิ่มเป็นมากกว่า 90 สาขาภายในสิ้นปีนี้
ปัจจุบัน OKJ มีสมาชิกกว่า 452,000 ราย พร้อมปรับระบบสะสมแต้มใหม่ โดยทุกการใช้จ่าย 80 บาท รับ 1 คะแนน + 1 ดาว จากเดิมใช้จ่าย 500 บาทต่อ 1 คะแนน เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า กระตุ้นความถี่ในการกลับมาใช้บริการ และเพิ่มโอกาสการใช้จ่ายข้ามแบรนด์
บริษัทมองว่าเป้าหมายสำคัญของการปรับธุรกิจครั้งนี้ คือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์และคุณภาพของแบรนด์ พร้อมปรับรูปแบบการนำเสนอให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน





