วันเสาร์ ที่ 3 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประธานตลท. ‘ชูหลัก 3 ม.’ รีเซ็ต ‘บอร์ดไทย’ รับความเสี่ยงโลกใหม่

ตลท. ปลุกกระแสยกระดับบอร์ด บจ.ไทย ชูสูตร “3 ม.” มองไกล-มองชัด-มองถูกต้อง ปรับบทบาท จาก “ผู้พยักหน้า” สู่ “สมอง” องค์กรยุค AI ควบคุมทิศทางความยั่งยืน รับความเสี่ยงโลกใหม่ ไม่ยึดติดความสำเร็จเดิม

KEY POINTS

  • ประธาน ตลท. เสนอหลัก "3 ม." ได้แก่ Mindset (มองไกล), Knowledge (มองชัด), และ Ethics (มองอย่างถูกต้อง) เพื่อยกระดับกรรมการบริษัทจดทะเบียนให้พร้อมรับความเสี่ยงในโลกยุคใหม่
  • เน้นย้ำให้กรรมการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้รับรอง (rubber stamp) มาเป็น "สมอง" และ "เข็มทิศ" ที่ชี้นำทิศทางองค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
  • กรรมการยุคใหม่ต้องกล้าตั้งคำถาม โดยเปลี่ยนมิติจาก "สิ่งที่ทำถูกกฎหมายหรือไม่" ไปสู่ "สิ่งที่ทำถูกต้อง เป็นธรรม และรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่"

ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงษ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงาน Professional Board Forum 2026  ถึงทิศทางและบทบาทใหม่ของคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เน้นย้ำว่า คณะกรรมการต้องไม่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ตรวจเอกสาร อนุมัติงบประมาณ หรือเป็น “ขุนพลอยพยัก” ที่คอยพยักหน้ารับรองตามที่ฝ่ายจัดการเสนอเท่านั้น 

แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “สมอง” และ “เข็มทิศ” ที่คอยชี้นำทิศทาง คุณค่า และการเติบโตระยะยาวขององค์กร ขณะที่ฝ่ายบริหารเปรียบเสมือน “มือเท้า” ในการนำนโยบายไปปฏิบัติ

ความท้าทาย บจ. ไทย ปรับตัวจากรากฐานธุรกิจครอบครัว

พร้อมเผยสถิติที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมีกรรมการบริษัทจดทะเบียนเพียงประมาณ 40% เท่านั้นที่ผ่านการอบรมหลักสูตร Director Certification Program (DCP) จากสถาบันกรรมการไทย (IOD) ขณะที่บริษัทในตลาดทุนไทยกว่า 80% มีรากฐานมาจากธุรกิจครอบครัว (Family Business) ซึ่งทำให้โครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยกรรมการยุคใหม่ต้องมีความกล้าหาญในการตั้งคำถาม และกล้าท้าทาย ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร สแกนความผิดปกติล่วงหน้าและสร้างโครงสร้างการกำกับดูแลที่โปร่งใส ยั่งยืน

ประธานตลท. ‘ชูหลัก 3 ม.’ รีเซ็ต ‘บอร์ดไทย’ รับความเสี่ยงโลกใหม่

กางสูตร “3 ม.” ยกระดับสู่ Professional Board

สำหรับหัวใจสำคัญในการยกระดับสู่การเป็นกรรมการมืออาชีพ ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงษ์ กล่าวว่า คือ การยึดหลัก “3 ม.” ประกอบด้วย

1.Mindset (มองไกล) การเปิดกว้างเรียนรู้สิ่งใหม่โดยไม่ยึดติดกับความสำเร็จหรือองค์ความรู้เดิมๆ พร้อมเชื่อมโยงมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลอย่าง IFRS Sustainability Disclosure Standard และกรอบ ESG เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับกลยุทธ์และความเสี่ยงของธุรกิจ

“กรรมการต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยแก้ไข แต่ต้องมองเห็นการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า”

2.Knowledge (มองชัด) หมั่นเติมอาวุธทางความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI, การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA), AI Governance และ Cyber Security ทั้งนี้ AI ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินใจแทนมนุษย์ 

“AI ควรถูกใช้เป็นเพื่อนคู่คิดและเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะมาตัดสินใจแทนกรรมการ”

นอกจากนี้ กรรมการต้องยกระดับและให้เกียรติการทำงานของการตรวจสอบภายใน (Internal Audit: IA) ซึ่งเปรียบเสมือนด่านหน้าในการตรวจพบสิ่งผิดปกติ และการสร้างความร่วมมือ (Collaboration) กรรมการไม่จำเป็นต้องทำงานแยกส่วน แต่สามารถสร้างการทำงานร่วมกันกับองค์กรอื่นที่มีเป้าหมายเดียวกัน เช่น โครงการ ZSE และ Sandbox ด้าน ESG ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

3.Ethics (มองอย่างถูกต้อง) จริยธรรมคือหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ (Trust) ในตลาดทุน กรรมการต้องยึดมั่นใน Duty of Care และ Duty of Loyalty พร้อมทั้งกล้าแสดงออกและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อปกป้องผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

“จากเดิมที่ถามเพียงว่า สิ่งที่ทำถูกกฎหมายหรือไม่เพื่อป้องกันตนเองติดคุกตามมาตรา 89/7 เปลี่ยนเป็น สิ่งที่ทำถูกต้อง เป็นธรรม รับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย และใช้ทรัพยากรพาธุรกิจเติบโตยั่งยืนหรือไม่"

ตลท. เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

สำหรับบทบาทของคณะกรรมการต่ออนาคตตลาดทุน ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงษ์ ยืนยัน ถึงทิศทางการพัฒนาตลาดทุนว่า ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งเน้นการสร้าง คุณภาพ ของบริษัทจดทะเบียนมากกว่าปริมาณของบริษัทที่จะเข้า IPO

สัญลักษณ์ของกรรมการยุคใหม่ ในวันที่เผชิญความไม่แน่นอน กรรมการต้องเป็น "แสงแห่งสติปัญญาและความมั่นคง" พร้อมทั้งได้หยิบยกคำสอนของอาจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ซึ่งระบุว่า "สิ่งที่ถูกคือถูกต้อง แม้ไม่มีคนทำสิ่งนั้น สิ่งที่ผิดคือผิด แม้ทุกคนทำสิ่งนั้น" และอ้างอิงหลักคิดของ Machiavelli ที่ว่า “ตำแหน่งไม่ได้ทำให้คนมีเกียรติ แต่คนต่างหากที่ทำให้ตำแหน่งมีเกียรติ”

พร้อมแนะให้กรรมการเปลี่ยนมิติคำถามในห้องประชุม จากเดิมที่ถามเพียงว่า “สิ่งที่ทำถูกกฎหมายหรือไม่” ไปสู่คำถามใหม่ที่ว่า “สิ่งที่ทำถูกต้อง เป็นธรรม รับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย และใช้ทรัพยากรเพื่อนำพาธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่”

ปลุกสติกรรมการเปลี่ยนคำถามในห้องประชุม 

ในท้ายที่สุด ได้แนะให้คณะกรรมการนำหลัก 3 ม. ดังกล่าวไปแปลงเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างตลาดทุนไทยที่เข้มแข็ง น่าเชื่อถือ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว