วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

EA ปรับโครงสร้างรับโตระยะยาว ชู 'PCM จากปาล์ม' ตั้งเป้า 100 ล้านใน 3 ปี พร้อมลุย PDP ใหม่ โฟกัสลม-โซลาร์

EA ปรับโครงสร้างธุรกิจรับการเติบโตระยะยาว รักษาธุรกิจพลังงานเป็นฐานรายได้ 60–70% พร้อมดัน EV-Bio-based สร้างรายได้ใหม่ ชู PCM จากปาล์ม 100% ตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทใน 3 ปี ลุยตลาดญี่ปุ่น-เกาหลี ขณะที่เตรียมพร้อมเข้าประมูล PDP ใหม่ หากเปิดประมูล เน้นพลังงานลม-โซลาร์ฟาร์ม หวังเสริมรายได้ทดแทน Adder โรงไฟฟ้าเดิมที่ทยอยหมดอายุ

KEY POINTS

  • EA กำลังปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อการเติบโตระยะยาว โดยยังคงให้ธุรกิจพลังงานเป็นรายได้หลัก (60-70%) พร้อมขยายธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และผลิตภัณฑ์ Bio-based เป็นแหล่งรายได้ใหม่
  • บริษัทชูผลิตภัณฑ์ Phase Change Material (PCM) ที่พัฒนาจากน้ำมันปาล์ม 100% เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และตั้งเป้ายอดขายให้แตะระดับ 100 ล้านบาทภายใน 3 ปี โดยมีลูกค้าหลักในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นแล้ว
  • EA สนใจและมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP) หากภาครัฐเปิดให้มีการประมูล
  • บริษัทจะมุ่งเน้นการลงทุนในโครงการพลังงานลมและโซลาร์ฟาร์มเป็นหลักในการประมูล PDP ครั้งใหม่ เพื่อชดเชยรายได้จาก Adder ของโรงไฟฟ้าเดิมที่ทยอยหมดอายุ

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยยังคงให้ธุรกิจพลังงานเป็นฐานรายได้หลัก ควบคู่กับการขยายธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และผลิตภัณฑ์ Bio-based เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ หลังโครงการลงทุนต่าง ๆ ทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ขณะที่บริษัทเร่งต่อยอดผลิตภัณฑ์ PCM จากน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นธุรกิจมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

นายฉัตรพล ศรีประทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยปัจจุบันธุรกิจพลังงานยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60–70% ขณะที่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และผลิตภัณฑ์ Bio-based จะเข้ามามีบทบาทเป็นธุรกิจใหม่ที่ช่วยเสริมการเติบโตในอนาคต หลังโครงการลงทุนใหม่ของบริษัททยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ EA ให้ความสำคัญกับการต่อยอดธุรกิจผลิตภัณฑ์หรือวัสดุที่มีวัตถุดิบตั้งต้นมาจากชีวมวลหรือทรัพยากรชีวภาพ โดยเฉพาะ Phase Change Material (PCM) จากน้ำมันปาล์ม ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญของบริษัทในอนาคต โดยตั้งเป้ายอดขาย PCM แตะระดับ 100 ล้านบาทภายใน 3 ปี หลังปัจจุบันเริ่มรับรู้รายได้จากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว และมีลูกค้าหลักในกลุ่มวัสดุก่อสร้างในประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

สำหรับ PCM เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการกักเก็บและปลดปล่อยพลังงานความร้อน โดยเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะดูดซับความร้อน และเมื่ออุณหภูมิลดลงจะคายความร้อนออกมา ช่วยควบคุมอุณหภูมิและลดการใช้พลังงานของระบบปรับอากาศหรือระบบทำความร้อน รวมถึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งวัสดุก่อสร้าง สิ่งทอ ระบบทำความเย็น และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์

นายฉัตรพลกล่าวว่า PCM ของ EA พัฒนาจากน้ำมันปาล์ม 100% โดยบริษัทใช้เวลาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีประมาณ 2 ปี เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบปาล์มน้ำมันและยกระดับจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยจุดเด่นของผลิตภัณฑ์สามารถกำหนดช่วงอุณหภูมิการทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานเฉพาะด้านได้

ปัจจุบันบริษัทผลิต PCM จากโรงงานไบโอดีเซลในจังหวัดระยอง และจำหน่ายในรูปแบบสารตั้งต้นเหลว ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างพิจารณาต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของบริษัทเอง เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้งานได้ตรงกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ EA ยังมองเห็นโอกาสจากธุรกิจผลิตภัณฑ์หรือวัสดุที่มีวัตถุดิบตั้งต้นมาจากชีวมวลหรือทรัพยากรชีวภาพอื่น ๆ โดยเฉพาะ HVO หรือ Green Diesel ซึ่งเป็นดีเซลชีวภาพจากปาล์ม รวมถึง SAF หรือเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน โดยโรงงานของบริษัทมีความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนการผลิตระหว่าง PCM, HVO และ SAF ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเวลา

สำหรับด้านธุรกิจพลังงาน บริษัทยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP หากภาครัฐเปิดให้มีการประมูล โดยบริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าร่วม และจะเน้นโครงการพลังงานลมและโซลาร์ฟาร์มเป็นหลัก

ส่วนโรงไฟฟ้าขยะ แม้ EA จะมีความสามารถในการดำเนินโครงการดังกล่าว แต่บริษัทจะพิจารณาในมิติของแหล่งวัตถุดิบเชื้อเพลิง เพื่อให้มั่นใจว่ามีวัตถุดิบเพียงพอและสามารถรองรับการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทยังสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนและโซลาร์ชุมชน หากมีการเปิดประมูลในอนาคต

สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา โรงไฟฟ้าขยะภูเก็ตมีกำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงไตรมาส 2–3/2570 ขณะที่โครงการพลังงานลมมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 90–180 เมกะวัตต์ และมีแผนทยอย COD ในช่วงปี 2571–2572

ทั้งนี้ การลงทุนโครงการใหม่ยังมีเป้าหมายเพื่อชดเชยรายได้จาก Adder ของโรงไฟฟ้าเดิมที่ทยอยหมดอายุ โดย EA พยายามหาโครงการใหม่ที่สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนเข้ามาทดแทนส่วนที่หายไป เพื่อรักษาฐานรายได้ของธุรกิจพลังงานในระยะยาว และลดผลกระทบจากการสิ้นสุดของสิทธิประโยชน์จากโครงการเดิม

ขณะที่ธุรกิจ EV บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนายานพาหนะไฟฟ้าร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งรถไฟฟ้าและเรือไฟฟ้าสำหรับการขนส่งและโดยสารทางน้ำ พร้อมเตรียมเริ่มส่งมอบรถโดยสารไฟฟ้าให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ตั้งแต่ไตรมาส 1/2570 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจใหม่ที่เข้ามาช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมในอนาคต

นอกจากนี้ EA ยังเดินหน้าผลักดัน Bio-PCM จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง โดยร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดโครงการ “Up the Phase. Upgrade the World สารเปลี่ยนสถานะสู่นวัตกรรมเปลี่ยนโลกอนาคต” เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักสร้างสรรค์นำเทคโนโลยี Bio-PCM ไปพัฒนาการใช้งานในรูปแบบใหม่ ๆ

จากผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 107 ทีมทั่วประเทศ ได้คัดเลือกเหลือ 10 ทีมสุดท้าย โดยหนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัลคือ “BioTemp 22” นวัตกรรมกล่องควบคุมอุณหภูมิสำหรับขนส่งเกล็ดเลือด ซึ่งใช้ Bio-PCM ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง 20–24 องศาเซลเซียส สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ และไม่ต้องใช้ไฟฟ้าระหว่างการขนส่ง

นายฉัตรพล กล่าวต่อไปว่า แม้ธุรกิจหลักของ EA ในปัจจุบันยังคงเป็นโรงไฟฟ้าและ EV แต่บริษัทมองว่า PCM ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง มีโอกาสยกระดับขึ้นมาเป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญของบริษัทในอนาคต โดยเฉพาะจากการขยายตลาดต่างประเทศและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่มีมูลค่าเพิ่ม