วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นไทย’ผวาน้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ ดิ่งแรง 35 จุด วอลุ่ม 1.2 แสนล้าน โบรกหวั่นสะเทือน ‘เอสเอ็มอี’  

“หุ้นไทย” วานนี้ดิ่ง 35 จุด อยู่ที่ 1,559.01 จุด วอลุ่ม 1.21 แสนล้าน “บล.บัวหลวง” ตลาดเริ่มกลับมากังวลผลกระทบน้ำท่วมระยะข้างหน้าทำให้เกิดแรงขายหนัก “บล.พาย” ชี้กลุ่มแบงก์ปรับตัวลงแรง กังวลกระทบเศรษฐกิจและการเติบโตสินเชื่อ “บล.ยูโอบี เคย์เฮียนฯ” หวั่นกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจและกำลังซื้อ “บล.กสิกรไทย” ชี้ถูกกดดันขายหุ้นใหญ่ โดยเฉพาะ “กลุ่มแบงก์” ทำฟันด์โฟลว์ไหลออก 4 หมื่นล้าน

ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (30 ก.ย.2569) ดิ่งแรง 35.29 จุด อยู่ที่ 1,559.01 จุด มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 1.21 แสนล้านบาท หลังนักลงทุนกลับมากังวลในประเด็นน้ำท่วมเริ่มส่งแรงกดดันจากระดับพื้นที่สู่ภาพรวม “เศรษฐกิจ” โดยเฉพาะกลุ่ม SME ค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการ ที่เผชิญกิจกรรมทางธุรกิจและกำลังซื้อชะลอตัว ขณะที่ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการยังมีภาระซ่อมแซมและฟื้นฟู ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อ “คุณภาพสินเชื่อ” และ “การเติบโตของเศรษฐกิจ” ในระยะข้างหน้า

‘หุ้นไทย’ผวาน้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ ดิ่งแรง 35 จุด วอลุ่ม 1.2 แสนล้าน โบรกหวั่นสะเทือน ‘เอสเอ็มอี’  

ยิ่งไปกว่านั้น กรมอุตุนิยมวิทยาออกเตือนฝนรอบใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มในช่วง 5-10 ต.ค. ทำให้เกิดความกังวลว่าน้ำท่วมอาจกลับมาซ้ำหรือยืดเยื้อ ส่งผลกดดันแรงขายในกลุ่ม Domestic Play โดยเฉพาะ “กลุ่มธนาคาร” ขณะที่ “เงินทุนต่างชาติ” (Fund Flow) ช่วง ส.ค.-ก.ย. ไหลออกกว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย ส่วนทางกับภูมิภาคเอเซียที่อยู่ในแดนบวก

นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ก่อนหน้านี้น้ำท่วมกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนจำกัด โดยกลุ่มค้าปลีกได้รับผลกระทบหลัก ขณะที่ไฟแนนซ์กระทบไม่ถึง 2% และกำไรตลาดโดยรวมกระทบไม่ถึง 1% แต่ทว่าตลาดเริ่มกลับมากังวลผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในระยะข้างหน้าอีกครั้ง ทำให้เกิดแรงขาย Domestic Play โดยเฉพาะ KBANK และ TTB จากความเสี่ยงลูกหนี้รายย่อยและเช่าซื้อรถยนต์ชำระหนี้ได้ลดลง ส่งผลกดดันบรรยากาศลงทุนโดยรวม

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะสั้น ยังคงความกังวลเกี่ยวกับระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มฝนที่อาจตกเพิ่มเติม ล่าสุด มีการประกาศเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ทำให้สถานการณ์ตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์นี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นลักษณะของ Correction จากความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำเหนือที่อาจเข้ามาเพิ่มเติม ประกอบกับคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 5-10 ต.ค. จะมีฝนตกหนักอีกระลอก ทำให้นักลงทุนกังวลว่าอาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วมขังซ้ำ

สำหรับ ผลกระทบกลุ่มธนาคารปรับตัวลงชัดเจน เนื่องจากตลาดกังวลหากเกิดน้ำท่วมซ้ำจะกระทบเศรษฐกิจและการเติบโตสินเชื่อ กลุ่มบริโภคและค้าปลีกยังเผชิญแรงกดดัน แม้ก่อนหน้านี้มีมุมมองการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วมอาจช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแรง ประชาชนและนักท่องเที่ยวยังมีกำลังซื้อจำกัด จึงอาจไม่ได้เห็นการเร่งซื้อสินค้าซ่อมแซมบ้านในทันที

ส่วน กลุ่มท่องเที่ยวยังถูกกดดันจากความกังวลสถานการณ์น้ำท่วมและข่าวสารเกี่ยวกับน้ำท่วมอาจทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรอบนี้ยังเบากว่ามาก โดยในปี 2554 ตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวลดลงถึงประมาณ 25% ขณะที่แม้บางพื้นที่จะเผชิญน้ำท่วมหนัก แต่ในภาพรวมยังไม่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศในระดับเดียวกับปี 2554

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้น้ำท่วมรอบนี้ยังไม่รุนแรงเท่าปี 2554 หรือปี 2568 แต่สร้างความเสียหายเฉพาะพื้นที่ โดยเฉพาะร้านค้าและ SME กระทบกิจกรรมเศรษฐกิจและกำลังซื้อ และอาจกดดันธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อ SME สูง รวมถึงการบริโภคจากภาระซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ Bond Yield ที่ย่อตัวกดดันหุ้นธนาคารจากแรงขายทำกำไร ขณะที่ต่างชาติทยอยล็อกกำไร ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ-ไทยที่กว้างและดอกเบี้ยโลกทรงตัวสูง เพิ่มความเสี่ยง Fund Flow ไหลออกต่อเนื่อง

ด้านกลยุทธ์การลงทุนแนะนำ ลดน้ำหนัก Domestic Play จากความเสี่ยงน้ำท่วมและกำลังซื้ออ่อนแอ ซึ่งอาจกดดันประมาณการกำไร ขณะที่ Global Play ยังมีพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะพลังงาน โรงกลั่น ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณปรับลดกำไรและมีมุมมองบวกต่อผลประกอบการระยะยาว

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย มองตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ขณะที่ Fund Flow ช่วง ส.ค.-ก.ย. 2569 ไหลออกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท แม้ตั้งแต่ต้นปียังเป็นบวก 3.5 หมื่นล้านบาท โดยระยะถัดไปต้องจับตาความเสี่ยงเงินทุนไหลกลับอินโดนีเซีย หลัง MSCI Indonesia อาจถูกเพิ่มน้ำหนัก

นอกจากนี้ อีกปัจจัยกดดันมาจาก EPS ตลาดเริ่มมีข้อจำกัดในการปรับขึ้น โดย มอง EPS ปี 2569 ผ่านจุดสูงสุดของรอบการปรับประมาณการบริเวณ 110 บาท และประเมิน EPS ปี 2570 ที่ 105 บาท ต่ำกว่าปีนี้ราว 5% ทำให้ตลาดยังมีความผันผวนในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม มองการปรับฐานยังเป็นจังหวะทยอยสะสม โดยประเมินแนวรับ SET ที่ 1,565 และ 1,520 จุด พร้อมจับตาทิศทาง Fund Flow ในภูมิภาคเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างไทยและอินโดนีเซีย