วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

ตลท.-ก.ล.ต. ขันน็อตบอร์ด ‘บจ.’ ยกระดับสู่ ‘กรรมการมืออาชีพ’ สกัดงบผิดปกติ-ดึงเชื่อมั่นตลาดทุน 

ตลท. ผนึก ก.ล.ต. เปิดตัวมาตรฐานความรู้ “ทีดีเอส” ใหม่ และหลักสูตร “ซีทีดี” หวังลบภาพ “การทำเพียงตามแบบพิธี” พร้อมยกระดับสู่ “บอร์ดมืออาชีพ” ปิดช่องโหว่ปัญหางบการเงินผิดปกติ มุ่งสร้าง “ความเชื่อมั่น” และ “ความไว้วางใจตลาดทุน” หนุนปรับเกณฑ์ CG Code รับมือความเสี่ยงรอบด้าน

KEY POINTS

  • ตลท. และ ก.ล.ต. ร่วมกันเปิดตัว "มาตรฐานความรู้กรรมการไทย (TDS)" และหลักสูตร "Certified Thai Director Program (CTD)" เพื่อยกระดับกรรมการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) สู่ความเป็นมืออาชีพ
  • มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหางบการเงินที่ผิดปกติของบริษัทจดทะเบียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดทุนไทย
  • มาตรฐานความรู้ TDS กำหนดองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับกรรมการ 6 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่บทบาทหน้าที่, กฎหมาย, การเงิน, การบริหารความเสี่ยง, ความยั่งยืน และการเปิดเผยข้อมูล
  • มุ่งเน้นการพัฒนาที่ลึกกว่าแค่การอบรม โดยปลูกฝังกรอบความคิด (Mindset) และจริยธรรม (Ethics) เพื่อแก้ปัญหาการกำกับดูแลที่ถูกมองว่าเป็นเพียง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และภาคีเครือข่ายในตลาดทุน จัดงาน Professional Board Forum 2026 โดยมีกรรมการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าร่วมกว่า 300 ท่าน เพื่อร่วมวางรากฐาน และยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของ “กรรมการไทย” สู่การเป็นกรรมการมืออาชีพ (Professional Board) มีความเป็นอิสระ และยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนตลาดทุนไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

การจัดงานในครั้งนี้มีวาระสำคัญ “การเปิดตัว มาตรฐานความรู้กรรมการไทย (Thai Director Standard หรือ TDS) และ หลักสูตร Certified Thai Director Program (CTD)” ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความท้าทายในยุคที่ธุรกิจมีความซับซ้อน มิติความเสี่ยงขยายสู่ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตลอดจนการเข้ามาของเทคโนโลยี AI และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน ISSB

โดย “มาตราฐานความรู้ TDS” กำหนดองค์ความรู้มาตรฐาน 6 ด้าน ได้แก่ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ, ความรับผิดชอบตามกฎหมาย, บัญชีและการเงิน, การกำกับความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์, การขับเคลื่อนความยั่งยืน และการรายงานเปิดเผยข้อมูล

ขณะที่ “หลักสูตร CTD” ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ประกอบด้วย e-Learning พื้นฐาน 6 ชั่วโมง และการอบรมเชิงปฏิบัติการผ่าน Case Study อีก 3 วัน ร่วมกับสถาบันฝึกอบรมชั้นนำ เช่น สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

ตลท.-ก.ล.ต. ขันน็อตบอร์ด ‘บจ.’  ยกระดับสู่ ‘กรรมการมืออาชีพ’ สกัดงบผิดปกติ-ดึงเชื่อมั่นตลาดทุน 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่อง “การสร้างความเชื่อมั่น” (Trust and Confidence) ยกตัวอย่าง กรณีศึกษาความผิดปกติในงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน เช่น รายการลงทุนที่มีการวางเงินมัดจำสูงถึง 90% ของมูลค่าโครงการ แต่สุดท้ายการลงทุนไม่สำเร็จและไม่ได้เงินคืน สะท้อนว่า คณะกรรมการและคณะกรรมการตรวจสอบต้องเข้ามามีบทบาทกำกับดูแลและสร้างความโปร่งใสอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้

นอกจากนี้ นายอัสสเดช ยังระบุถึงมุมมองจาก OECD (OECD Capital Market Review) ในกระบวนการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยสะท้อนว่า การกำกับดูแลกิจการของไทยในปัจจุบันยังถูกมองว่ามีลักษณะ “Tick the Box” หรือ เป็นเพียงการทำตามเอกสารติ๊กช่องข้อกำหนด

ดังนั้น การพัฒนาคณะกรรมการไทย (บอร์ด) จึงต้องก้าวข้ามเพียงแค่การเข้าอบรม (Beyond Training และ Beyond CTD) โดยมุ่งปลูกฝังกรอบความคิด (Mindset) และจริยธรรม (Ethics) ให้เข้าไปอยู่ในแนวทางการทำงานจริง ทั้งนี้ ภายในงาน ตลท. และ ก.ล.ต. ได้ร่วมกันแจกคู่มือแนะนำ (Booklet) เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับกรรมการบริษัทจดทะเบียนเพิ่มเติมด้วย

 

ตลท.-ก.ล.ต. ขันน็อตบอร์ด ‘บจ.’  ยกระดับสู่ ‘กรรมการมืออาชีพ’ สกัดงบผิดปกติ-ดึงเชื่อมั่นตลาดทุน 

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ กลต. กล่าวว่า โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นจากการหารือเมื่อราว 2 ปีก่อน เกี่ยวกับโจทย์ใหญ่ในการยกระดับธรรมาภิบาล (Corporate Governance: CG) ของตลาดทุนไทย ซึ่งมีบทบาทของคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียนเป็นหัวใจสำคัญ

แม้ที่ผ่านมาในระบบนิเวศจะมีหลักสูตรอบรมกรรมการอยู่แล้ว แต่ยังมีความท้าทายเรื่องการครอบคลุม และการสนับสนุนให้กรรมการสามารถเรียนรู้ ปรับตัวรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดจนนำองค์ความรู้ไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรมในการประชุมและการตัดสินใจของบอร์ด

ขณะที่ ในปัจจุบัน กรรมการบริษัท ต้องเผชิญกับปัจจัยเร่ง (Amplifier) เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงแบบไม่สมมาตร (Asymmetric Risk) ที่มีผลกระทบฝั่งขาลง (Downside Risk) รุนแรง รวมถึงความเสี่ยงในลักษณะทวีคูณ (Compounding Effect) ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และภัยธรรมชาติ

เลขา ก.ล.ต. เน้นย้ำว่า ธรรมาภิบาลที่ดีไม่ได้เกิดจากกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง กรรมการจึงต้องปรับทั้ง Mindset ความรู้ และจริยธรรม พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลาเพื่อเท่าทันความเสี่ยงและโอกาส

บทบาทของ กลต. จึงมุ่งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการทำงานของคณะกรรมการ เช่น การปรับปรุงเกณฑ์ MTRPT ที่บังคับใช้เมื่อต้นปี เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจ ควบคู่กับการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเข้มข้น โดยกำหนดให้หากผู้ทำความเห็นอิสระ (IFA) มีความเห็นแย้ง และกรรมการอิสระลุกขึ้นมาโต้แย้ง ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง 10% จะมีสิทธิ veto ได้ทัน

นอกจากนี้ กลต. อยู่ระหว่างการปรับปรุง CG Code ให้เป็นสากลตามหลักการ OECD CG Principle โดยมุ่งเน้น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.Sustainability and Resilience บอร์ดต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศทั้งระยะสั้นและระยะยาว และ 2. Internal Control บอร์ดต้องทบทวนกรอบการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น เพื่อวางรากฐานการทำงานอย่างเป็นระบบ กลต. ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และพันธมิตร ได้ร่วมกันจัดทำ “6 มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย” เพื่อใช้เป็นกรอบการทำงานพื้นฐานของกรรมการบริษัทจดทะเบียน ประกอบด้วย 1. บทบาทและความรับผิดชอบด้านกฎหมาย 2. ด้านบัญชีและการเงิน 3. การกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ 4. ความยั่งยืน 5. การรายงานข้อมูล 6. การเปิดเผยข้อมูล

นอกจากนี้ ก.ล.ต. นิยาม Professional Board ว่าไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ต้อง “รู้ว่าควรถามอะไร เน้นเรื่องไหน ต้องเรียนรู้เพิ่มเมื่อไร และกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง” เพื่อสร้าง Tone at the Top ที่เข้มแข็ง เสริมความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และขับเคลื่อนตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน