วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยวันนี้ปิดร่วง 8.07 จุด รับแรงขายกลุ่มธนาคาร พลังงาน และท่องเที่ยว

หุ้นไทยปิดร่วง 8.07 จุด แรงขายทำกำไรหุ้นแบงก์-พลังงานกดดันตลาด หลัง KBANK ร่วงเกือบ 4% ขณะที่ KTB และ PTT ปรับตัวลงต่อเนื่อง

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ 1,594.30 จุด ปรับตัวลดลง 8.07 จุด หรือ 0.50%
  • ดัชนีปรับตัวลงตลอดทั้งวันจากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร และกลุ่มท่องเที่ยว
  • หุ้นในกลุ่มธนาคารและพลังงานที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดปรับตัวลดลง เช่น KBANK (-3.97%), PTT (-1.18%) และ KTB (-1.14%)

“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (29 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,594.30 จุด ร่วง 8.07 จุด หรือ 0.50% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,602.71 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,591.47 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 79,098.74 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. DELTA ราคาปิด 262.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 1.16% มูลค่าการซื้อขาย 7,813.96 ล้านบาท

2. KBANK ราคาปิด 242.00 บาท ลดลง 10.00 บาท หรือ 3.97% มูลค่าการซื้อขาย 6,948.47 ล้านบาท

3. PTT ราคาปิด 42.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.18% มูลค่าการซื้อขาย 4,709.75 ล้านบาท

4. KTB ราคาปิด 43.25 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.14% มูลค่าการซื้อขาย 4,612.72 ล้านบาท

5. KCE ราคาปิด 75.25 บาท เพิ่มขึ้น 7.50 บาท หรือ 11.07% มูลค่าการซื้อขาย 3,691.45 ล้านบาท
 

หุ้นไทยวันนี้ปิดร่วง 8.07 จุด รับแรงขายกลุ่มธนาคาร พลังงาน และท่องเที่ยว

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์ โดยดัชนีปรับตัวลดลงตลอดทั้งวันประมาณ 0.4-0.5% จากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นกลุ่มที่ปรับตัวโดดเด่นและ Outperform ตลาด

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 4/2569 มองว่า กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และโรงไฟฟ้ามีโอกาส Outperform ตลาด เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการโดดเด่นเมื่อพิจารณาทั้งแบบไตรมาสต่อไตรมาส และครึ่งปีต่อครึ่งปี

ทั้งนี้ คาดว่ากำไรของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในไตรมาส 3/2569 และครึ่งปีหลังจะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า รวมถึงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรอยู่ในกรอบประมาณ 20-40% ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของแต่ละบริษัท

ด้านปัจจัยต่างประเทศยังต้องติดตามทิศทางการเมืองสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดยความเสี่ยงด้านคะแนนเสียงในสภาที่อาจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจากับอิหร่านและมาตรการด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์พลังงาน เพื่อช่วยควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศ

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) และข้อมูลการจ้างงาน หากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้ตลาดเลื่อนคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากเดือน ธ.ค.มาเป็นเดือน ต.ค.2569 ซึ่งจะทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มยืนอยู่ในระดับสูงและกดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเน้น “Buy on Dip” หรือทยอยสะสมเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง เนื่องจากภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งในสหรัฐฯ และไทยยังไม่ได้มีปัญหา โดยประเมิน EPS ปีหน้าของตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 410 บวก/ลบ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ในกรอบประมาณ 105-110 และให้แนวรับแรกของ SET บริเวณ 1,585 จุด

ส่วนหุ้นรายตัว มองว่า KCE ราคาปรับขึ้นมาจนเริ่มเต็มมูลค่า (Valuation) จึงแนะนำให้สลับการลงทุน (Switch) จาก KCE ไปยัง DELTA แทน