GUNKUL เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด เซ็น PPA กับ EGAT เพิ่ม 261.8 เมกะวัตต์ พร้อมปรับโครงสร้างโรงไฟฟ้าร่วมกับ GULF เสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน รองรับโอกาสลงทุนจาก PDP2026 และตั้งเป้าขยาย Equity MW สู่ 3,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573
KEY POINTS
- GUNKUL ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) เพิ่มเติมรวม 261.8 เมกะวัตต์ เป็นสัญญาระยะเวลา 25 ปี ประกอบด้วยโครงการพลังงานลม 242.4 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ 19.4 เมกะวัตต์
- บริษัทฯ ได้ร่วมทุน (Joint Venture) กับ GULF ในสัดส่วน 50:50 ใน 12 โครงการโรงไฟฟ้า เพื่อปรับโครงสร้างและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน
- การร่วมมือกับ GULF มีเป้าหมายเพื่อสร้าง Synergy ในการพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน เพิ่มประสิทธิภาพจากขนาดโครงการ (Economies of Scale) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวภายใต้แผน PDP2026
บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL บุกเติมพอร์ตพลังงานสีเขียวต่อเนื่อง เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) รวมกำลังการผลิตทั้งสิ้น 261.8 เมกะวัตต์ เป็นสัญญาระยะเวลา 25 ปี และโครงการ Private PPA เพิ่มเติมอีกทั้งในไทยและญี่ปุ่น พร้อมเสริมแกร่งเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน เดินหน้า Synergy ร่วมกับ GULF ปรับโครงสร้างโรงไฟฟ้าผ่าน Joint Venture ในสัดส่วน 50:50 เสริมแกร่งโครงสร้างการเงิน พร้อมรองรับโอกาสภายใต้ PDP2026 ลุยสร้าง S-Curve ใหม่
นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ") เปิดเผยว่า ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ใหม่กับทาง EGAT ภายใต้โครงการพลังงานหมุนเวียน RE Biglot Phase 2.1 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 242.4 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 1 โครงการ ขนาด 19.4 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 261.8 เมกะวัตต์
โดยมีกำหนดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อรวมโครงการทั้ง 4 โครงการดังกล่าว กับโครงการที่บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญา PPA ภายใต้โครงการ RE Biglot Phase 2.1 ไปก่อนหน้านี้แล้ว จำนวน 3 โครงการ ขนาด 57.2 เมกะวัตต์ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการเซ็นสัญญา PPA ภายใต้โครงการ RE Biglot เฟส 2.1 ครบถ้วนแล้วทุกโครงการ รวมกำลังการผลิตตามสัญญา 319.0 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้มีการเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ เป็นรูปแบบ Joint Venture กับ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รวม 12 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 336.7 เมกะวัตต์ (Equity MW) รวมมูลค่าสิ่งตอบแทน 467 ล้านบาท
การร่วมทุนในครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางการเงิน (Deconsolidation Structure) ของบริษัทฯ ในการเติบโตแบบ Joint Venture กับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของบริษัทฯ ความร่วมมือดังกล่าวจะเสริมศักยภาพในการพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนร่วมกัน (Synergy Value) ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญที่ทั้งสองบริษัทมีประสบการณ์ร่วมกันมาแล้ว เพิ่มประสิทธิภาพจากขนาดโครงการ (Economies of Scale)
และจะเพิ่มขีดความสามารถให้แก่บริษัทฯ ในการแข่งขันและลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2569 (PDP2026) ที่กำลังรอประกาศเพิ่มเติมภายในปีนี้ ซึ่งตามแผนได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาดให้สูงขึ้นถึง 65%-89% ของกำลังผลิตทั้งหมด
ธุรกรรมในครั้งนี้สะท้อนมุมมองของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้การรักษาวินัยทางการเงิน และอัตราส่วนทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นนี้จะเปิดพื้นที่ทางการเงินในการรองรับโอกาสที่จะเข้ามาในอนาคตอันใกล้จากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมพลังงาน (Investment Upcycle) ไม่ว่าจะเป็นแผน PDP2026 หรือจากการเติบโตของพลังงานสะอาดในต่างประเทศ และจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ (New S Curve) อาทิ ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่อไป
หลังจากการดำเนินการตามธุรกรรมดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีพอร์ตพลังงานหมุนเวียน (Equity Capacity) รวมที่ 2,101.2 เมกะวัตต์ โดยยังคงบรรลุเป้าหมาย 2,000 เมกะวัตต์ก่อนกำหนด 2027 ที่ตั้งไว้ พร้อมเสริมแกร่งโครงสร้างการเงิน เติมขีดความสามารถลงทุนเพิ่ม เดินเกมส์กลยุทธ์การเติบโตระลอกใหม่ ตั้งเป้าหมายใหม่เพิ่มกำลังการผลิต (Equity megawatt) อีกกว่า 50% สู่เป้าหมาย 3,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573
สอดคล้องกับกระแสการเติบโตของพลังงานสะอาดจากแผน PDP2026 ที่บริษัทฯ ในฐานะผู้ประกอบการด้านพลังงานที่ครบวงจร สามารถนำความเชี่ยวชาญเข้าร่วมได้ในทุกมิติ ทั้งในด้านการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และด้านการก่อสร้าง Grid Infrastructure
ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าลงทุนเพิ่มเติมอีก 360,000 – 700,000 ล้านบาท เพื่ออัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้า Smart Grid ให้มีความพร้อมในการรองรับพลังงานสะอาดใหม่ๆ ยังไม่นับรวมไปถึงการเติบโตของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ทั้งในระดับครัวเรือน ธุรกิจ ขึ้นไปถึงระดับโครงข่าย (Grid Scale Battery) และประเด็นสำคัญอย่างยิ่งใน PDP ฉบับใหม่คือการปลดล๊อก Direct PPA ให้ครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ใช่เพียง Data Center เท่านั้น ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการพูดคุยและอยู่ในระหว่างการร่วมกันวางแผนด้านพลังงานกับลูกค้าในหลายภาคอุตสาหกรรม





