วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน 2569

Login
Login

น้ำท่วมกดดันหุ้นไทย โบรกชี้ดัชนีเสี่ยงร่วงจันทร์นี้ 10-15 จุด

นักวิเคราะห์ คาดน้ำท่วมกด SET วันจันทร์ร่วง 10-15 จุด ชี้กระทบ Sentiment ระยะสั้น ประเมิน Downside จำกัด 1-2% พร้อมจับตาหุ้นค้าปลีก-วัสดุก่อสร้างรับอานิสงส์ฟื้นฟูหลังน้ำลด

KEY POINTS

  • นักวิเคราะห์จาก บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล คาดการณ์ว่าความกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมจะกดดันให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงราว 10-15 จุดในวันจันทร์ที่จะถึงนี้
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบและเผชิญแรงขายมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์, ค้าปลีก, ท่องเที่ยวและร้านอาหาร รวมถึงกลุ่มประกันภัยและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้จะอยู่ในวงจำกัดและไม่รุนแรงเท่ามหาอุทกภัยปี 2554 โดยจะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน (Sentiment) ในระยะสั้นเป็นหลัก
  • มีการประเมินแนวรับของดัชนี SET ไว้ที่ 1,565-1,580 จุด โดยมองว่า Downside จากปัจจัยน้ำท่วมมีจำกัดที่ประมาณ 1-2%
  • ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้คือกลุ่มค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (CPALL, CPAXT) และกลุ่มวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน (GLOBAL, HMPRO, DOHOME) ซึ่งจะมีความต้องการสูงขึ้นหลังน้ำลด

สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวังในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา หลังปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นแตะระดับที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีฝนตกและน้ำท่วมขัง โดยกรมชลประทานระบุว่า การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในกรอบ 1,500-2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์จะกระทบเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยมากน้อยเพียงใด ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบยังจำกัดเมื่อเทียบกับปี 2554 พร้อมชี้กลุ่มหุ้นที่ต้องจับตาทั้งฝั่งรับแรงกดดันและได้ประโยชน์ 

นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม่เจ้าพระยามีน้ำไหลผ่านแตะ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  เข้าสู่ระดับเฝ้าระวังวิกฤต แต่ทว่ายังต่ำกว่าปี 2554 ที่ 3,700-4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  คาดกดดันดัชนีหุ้นไทยวันที่ 28 ก.ย.2569 ราว 10-15 จุดจากความกังวลน้ำท่วม

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีโอกาสเผชิญแรงขายมากที่สุด เนื่องจากน้ำท่วมอาจกระทบต่อการตัดสินใจซื้อบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะซบเซาอยู่แล้ว

ทั้งนี้กลุ่มค้าปลีกมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนและแรงขายจากการชะลอการจับจ่าย แม้ร้านค้าปลีกและร้านวัสดุก่อสร้างบางแห่ง เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น และดูโฮม อาจได้รับประโยชน์จากการจำหน่ายสินค้าจำเป็นในช่วงน้ำท่วม รวมถึงชุดฝนและอุปกรณ์เรือ แต่ยอดขายดังกล่าวยังไม่มากพอที่จะชดเชยผลกระทบต่อภาพรวม

ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวและร้านอาหาร นักลงทุนต่างชาติเริ่มติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหารอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเช่นกัน

ด้านเศรษฐกิจยังคงประมาณการ GDP ไทยปีนี้ที่ 2.5% แม้ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการที่จัดทำขึ้นก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วม โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8% ก่อนชะลอลงมาอยู่ที่ระดับ 1% กว่าๆ ในไตรมาส 2/2569

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทยในเบื้องต้นว่า อาจสร้าง Downside ต่อประมาณการ GDP ปี 2569 ราว 0.1-0.2% จากเดิมที่คาดเศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 2%

ทั้งนี้ ประมาณการเดิมคาด GDP ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8% ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1.9% ไตรมาส 3/2569 ฟื้นขึ้นมาราว 2.5% ก่อนชะลอลงเหลือประมาณ 1% ในไตรมาส 4/2569 โดยปัจจัยบวกจากการต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ” อีก 2 เดือน อาจช่วยเพิ่มประมาณการ GDP ขึ้นไปแตะ 2.2% แต่ทว่าผลกระทบจากน้ำท่วมอาจหักล้างปัจจัยบวกดังกล่าว และทำให้ GDP กลับมาอยู่ใกล้ระดับ 2% ตามประมาณการเดิม

อย่างไรก็ตาม หากน้ำท่วมนาน 1 เดือน คาดสร้างความเสียหาย 2-4 หมื่นล้านบาท หรือ 0.15-0.25% ของ GDP แต่ยังห่างไกลปี 2554 ที่เสียหายเกือบ 30 ล้านไร่และกระทบนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ปัจจุบันเสียหายราว 9-10 ล้านไร่ และยังไม่กระทบ EEC รวมถึงนิคมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  


“น้ำท่วมรอบนี้อาจเสียหายสูงกว่าปี 2565, 2567 และ 2568 เพราะกระทบเขตเมืองและ GDP กรุงเทพฯ โดยตรง โดยภาคบริการและเกษตรได้รับผลกระทบหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังเดินเครื่องได้ตามปกติ”

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้น ประเมินว่า ผลกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในระดับจำกัด โดยปัจจุบันดัชนีหุ้นไทย EPS อยู่ที่ประมาณ 110 บาท เนื่องจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ตราบใดที่ภาคอุตสาหกรรมยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ

ส่วนภาคท่องเที่ยวซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วง High Season ในไตรมาส 4/2569 ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการยกเลิกการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ Forward Booking สำหรับไตรมาส 4/2569 ยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 95% รวมถึงงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ เช่น การประชุม IMF และ World Bank ตลอดจนเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ในต่างจังหวัด ยังไม่ได้รับผลกระทบ จึงมองว่าน้ำท่วมจะส่งผลในด้าน Sentiment เชิงลบระยะสั้นมากกว่ากระทบต่อกำไร

ด้านกลยุทธ์ลงทุนมอง CPALL CPAXT รับอานิสงส์สินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ GLOBAL HMPRO TOA ได้ประโยชน์จากการซ่อมบ้านหลังน้ำลด ส่วนไฟแนนซ์เสี่ยงพักหนี้ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยคาด Downside จำกัด 1-2% มีแนวรับ 1,565-1,580 จุด 

“หากอิงจากสถิติในอดีตที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2549 พบว่าเกิดน้ำท่วมในประเทศไทยมากกว่า 7 ครั้ง โดย SET ผลตอบแทนติดลบประมาณ 1% ในช่วงหนึ่งเดือน ยกเว้นปี 2554 ที่ร่วง 14% ขณะที่ผลกระทบ GDP ส่วนใหญ่ไม่เกิน 0.1-0.3% ด้าน EPS กระทบจำกัด มองแนวรับ SET 1,565-1,580 จุด จับตา KTB, BBL, DELTA และ BGRIM” 

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย โดยมองว่าโมเมนตัมเศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวได้ แม้ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยคาดว่า หุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,580-1,620 จุด หรือประมาณ 1,600 จุด

ทั้งนี้ มองว่าสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะไม่สร้างความเสียหายรุนแรงจนกระทบปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างชัดเจน โดยปริมาณน้ำสะสมใน 4 เขื่อนหลักปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2554 อย่างมาก ทำให้ยังสามารถรองรับน้ำได้ ขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าอดีตค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ ลักษณะน้ำท่วมในรอบนี้เกิดจากฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ ประกอบกับน้ำทะเลหนุน ไม่ได้เกิดจากมวลน้ำขนาดใหญ่สะสมจากภาคเหนือและไหลลงมาขังเป็นเวลานานเหมือนปี 2554 จึงมองว่าความเสียหายต่อทรัพย์สินและภาคธุรกิจในวงกว้างจะอยู่ในระดับจำกัด

สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ กลุ่มซ่อมแซมและปรับปรุงบ้าน เนื่องจากมีความต้องการทำความสะอาด ปรับปรุง และซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ HMPRO, GLOBAL และ DOHOME

ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว มองว่าได้รับผลกระทบในเชิง Sentiment ระยะสั้น เนื่องจากเดือนกันยายนเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวอยู่แล้ว โดยหากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายภายใน 2-3 วัน จะไม่กระทบต่อยอดจองห้องพักในช่วงปลายปีซึ่งเป็น High Season

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลงเล็กน้อยจากราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น แต่การใช้จ่ายต่อหัวปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้รวมจากภาคท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน

ด้านกลุ่มผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาจได้รับผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นจากความกังวลเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าดับหรือเสียหายเมื่อขับผ่านพื้นที่น้ำท่วม ขณะที่กลุ่มประกันภัยอาจเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องการเคลมประกัน อย่างไรก็ตาม ความเสียหายจริงอาจต่ำกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากกรมธรรม์คุ้มครองกรณีจอดรถทิ้งไว้แล้วถูกน้ำท่วม แต่ไม่คุ้มครองกรณีผู้ขับขี่นำรถลงไปขับผ่านน้ำท่วมด้วยตนเอง