วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2569

Login
Login

'เนเน่ รอยัล' รับเงินก้อน vs เงินรายปี แบบไหนคุ้มกว่า? เมื่อ Bond Yield สูง กระทบมูลค่าเงินอนาคตแค่ไหน

กรณี “น้องเนเน่” สะท้อนหลักมูลค่าเงินตามเวลา เมื่อ Bond Yield สูง เงินที่จะได้รับในอนาคตมีมูลค่าปัจจุบันลดลง ขณะที่การรับเงินก้อนเปิดโอกาสนำไปลงทุนต่อและสร้างผลตอบแทนผ่านการทบต้น โดยเฉพาะผู้มีอายุน้อยที่มีระยะเวลาลงทุนยาว อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับผลตอบแทนที่คาดหวัง ความเสี่ยง และความจำเป็นในการใช้เงินของแต่ละคน

KEY POINTS

  • การเลือกระหว่างเงินก้อนกับเงินรายปีขึ้นอยู่กับหลัก "มูลค่าเงินตามเวลา" (Time Value of Money) ซึ่งเงินที่ได้รับวันนี้มีค่ามากกว่าเงินจำนวนเดียวกันในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อ Bond Yield (อัตราคิดลด) อยู่ในระดับสูง
  • เมื่อ Bond Yield สูง จะทำให้มูลค่าปัจจุบันของเงินที่จะได้รับในอนาคต (เช่น เงินรายปี) ลดลงอย่างมาก การรับเงินก้อนจึงมีข้อได้เปรียบในแง่มูลค่าปัจจุบัน
  • การรับเงินก้อนเปิดโอกาสให้นำเงินไปลงทุนต่อได้ทันที หากสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราคิดลด (Bond Yield) ก็มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้มากกว่าผ่านการทบต้น
  • สำหรับผู้มีอายุน้อย การรับเงินก้อนจะยิ่งได้เปรียบ เพราะมีระยะเวลาลงทุนยาวนาน ทำให้พลังของการทบต้นทำงานได้อย่างเต็มที่
  • ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีกว่า เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และความจำเป็นในการใช้เงิน

ได้เงิน 1 ล้านดอลลาร์วันนี้ กับได้เงินเท่ากันแต่ต้องรอถึง 40 ปี คุณจะเลือกแบบไหน? คำถามนี้อาจดูเหมือนมีคำตอบไม่ยาก แต่ในโลกการเงิน “เวลา” สามารถทำให้เงินจำนวนเท่ากันมีมูลค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และกรณีของ “เนเน่ รอยัล” คว้าแชมป์ America’s Got Talent ซีซัน 21 กำลังสะท้อนเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน

แม้เงินรางวัล จะมีมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33.4 ล้านบาท แต่ผู้ชนะไม่ได้จำเป็นต้องรับเงินจำนวนดังกล่าวเป็นก้อนเดียว โดยสามารถเลือกรับเงินรายปีประมาณ 25,000 ดอลลาร์ต่อเนื่อง 40 ปี หรือเลือกรับเป็นมูลค่าเงินสดปัจจุบัน ซึ่งจะต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดเงินก้อนที่แท้จริงของผู้ชนะซีซัน 21 ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ
 

เบื้องหลังทางเลือกดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “ได้เงินมากหรือน้อย” แต่เกี่ยวข้องกับ "มูลค่าเงินตามเวลา อัตราคิดลด และผลตอบแทนจากการนำเงินไปลงทุนต่อ" โดยเฉพาะในช่วงที่ Bond Yield อยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้เงินที่จะได้รับในอนาคตมีมูลค่าเมื่อคิดกลับมาเป็นเงินวันนี้ลดลง

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงมุมมองต่อการบริหารเงินและการลงทุน โดยหยิบยกกรณีศึกษา “น้องเนเน่” ซึ่งเกี่ยวข้องกับทางเลือกในการรับเงินรางวัลหรือผลประโยชน์ระหว่างการรับเงินก้อนใหญ่ในระยะสั้น กับการทยอยรับเงินเป็นงวดในระยะยาว มาอธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของ “มูลค่าเงินตามเวลา” (Time Value of Money) และผลกระทบของอัตราคิดลด หรือ Discount Rate ต่อมูลค่าของกระแสเงินสดในอนาคต

โดยประเด็นสำคัญของกรณีดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า “ได้เงินเท่ากันหรือไม่” แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเงินจะได้รับเมื่อใด เนื่องจากเงินจำนวนเดียวกันที่ได้รับในวันนี้กับเงินที่ได้รับในอีกหลายปีข้างหน้า ย่อมมีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือ Bond Yield อยู่ในระดับสูง

หลักการสำคัญคือ ยิ่งอัตราคิดลดสูง เงินที่จะได้รับในอนาคตก็จะมีมูลค่าปัจจุบันลดลงมากขึ้น เพราะเมื่อนำกระแสเงินสดในอนาคตกลับมาคำนวณเป็นมูลค่า ณ วันนี้ จะต้องใช้ Discount Rate ในการคิดลด

ดังนั้น หากเปรียบเทียบระหว่างการรับเงินก้อนใหญ่ทันที กับการทยอยรับเงินจำนวนเล็กลงในระยะเวลา 10 ปี ภายใต้สภาวะที่ Bond Yield หรือ Discount Rate อยู่ในระดับสูง การรับเงินก้อนในช่วงแรกจะมีข้อได้เปรียบในแง่ของมูลค่าปัจจุบัน เพราะกระแสเงินสดส่วนใหญ่เกิดขึ้นเร็ว ขณะที่การทยอยรับเงินในอนาคตจะถูกหักด้วยอัตราคิดลดมากกว่า

Bond Yield สูง กดมูลค่าเงินที่อยู่ไกลออกไป

กิจพณ อธิบายว่า ภาวะ Bond Yield สูงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อตลาดตราสารหนี้เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรสามารถใช้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของอัตราคิดลดในการประเมินมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต

เมื่อ Discount Rate ปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของเงินที่จะได้รับในอนาคตจะลดลง โดยผลกระทบจะชัดเจนมากขึ้นสำหรับกระแสเงินสดที่อยู่ไกลออกไปในอนาคต

ในมุมนี้ ตลาดพันธบัตรจึงมีความอ่อนไหวโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield ขณะที่ตลาดหุ้นก็ได้รับผลกระทบผ่านการปรับอัตราคิดลดในการประเมินมูลค่ากิจการ โดยเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าจากกระแสเงินสดหรือการเติบโตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ลักษณะของผลกระทบระหว่างสองตลาดมีความแตกต่างกัน โดยตลาดพันธบัตรสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนโดยตรง ขณะที่ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาประกอบ ทั้งแนวโน้มกำไรของบริษัท การเติบโต และความคาดหวังของนักลงทุน

รับเงินก้อนทันที มีต้นทุนค่าเสียโอกาส แต่เปิดทางลงทุนต่อ

สำหรับการตัดสินใจว่าจะเลือกรับเงินก้อนใหญ่ทันที หรือทยอยรับเงินในระยะยาว กิจพณ มองว่า ต้องพิจารณาควบคู่กับ “ผลตอบแทนที่สามารถนำเงินไปสร้างต่อได้” หากผู้รับเงินสามารถนำเงินก้อนดังกล่าวไปบริหารจัดการหรือลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ และสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราคิดลด การรับเงินก้อนตั้งแต่ต้นอาจทำให้สามารถสร้างมูลค่าเงินในระยะยาวได้มากกว่า

ตัวอย่างเช่น หากสามารถนำเงินก้อนไปลงทุนและสร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 8-10% ต่อปี ผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวจะทำให้เงินต้นมีโอกาสเติบโตผ่านการทบต้นในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นกับเงินที่ยังไม่ได้รับและต้องรอทยอยรับในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนระดับดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำได้อย่างแน่นอนในตลาดการลงทุน เพราะสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรย่อมมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงขึ้นตามไปด้วย การเปรียบเทียบจึงควรพิจารณาทั้งผลตอบแทนที่คาดหวัง ความเสี่ยง ระยะเวลาการลงทุน และสภาพคล่องของเงิน

อายุน้อยได้เปรียบเรื่องระยะเวลา แต่ต้องบริหารความเสี่ยง

กิจพณ มองว่า สำหรับผู้ที่มีอายุน้อยและมีระยะเวลาการลงทุนอีกยาว การได้รับเงินก้อนและสามารถนำไปเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่วันนี้ จะเปิดโอกาสให้เงินทำงานและเกิดผลของการทบต้นในระยะยาวได้มากขึ้น

ข้อได้เปรียบสำคัญของคนอายุน้อยคือ “เวลา” เพราะแม้ผลตอบแทนในแต่ละปีอาจไม่ได้สูงมาก แต่เมื่อปล่อยให้เงินลงทุนเติบโตเป็นระยะเวลานาน ผลตอบแทนที่ได้รับสามารถนำกลับไปลงทุนต่อและสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม การเลือกลงทุนด้วยเงินก้อนควรพิจารณาความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลด้วย ไม่ควรตีความว่าการรับเงินก้อนแล้วนำไปลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทน 8-10% ต่อปีอย่างแน่นอน เนื่องจากผลตอบแทนในตลาดหุ้นมีความผันผวนและอาจติดลบได้ในบางช่วงเวลา

กรณี “น้องเนเน่” สะท้อนหลักคิดสำคัญของการบริหารเงิน

จากกรณีศึกษาดังกล่าว กิจพณ มองว่า สิ่งที่ควรนำไปปรับใช้กับการบริหารเงินส่วนบุคคล คือการมอง “เงิน” ไม่ใช่เพียงจำนวนตัวเลข แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเงินจะได้รับเมื่อใด และสามารถนำเงินที่ได้รับไปสร้างผลตอบแทนต่อได้อย่างไร

การเลือกรับเงินก้อนหรือทยอยรับจึงไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับอัตราคิดลด ภาวะตลาด ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุน ความเสี่ยงที่รับได้ ตลอดจนความจำเป็นในการใช้เงิน

โดยเฉพาะในช่วงที่ Bond Yield อยู่ในระดับสูง การประเมินมูลค่าของกระแสเงินสดในอนาคตมีความสำคัญมากขึ้น เพราะอัตราคิดลดที่สูงขึ้นจะทำให้เงินที่จะได้รับในอนาคตมีมูลค่าปัจจุบันลดลง ขณะเดียวกัน หากผู้รับเงินสามารถบริหารเงินก้อนและสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราคิดลด ก็จะมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวผ่านพลังของการลงทุนและดอกผลทบต้น

ดังนั้น บทเรียนจากกรณี “น้องเนเน่” จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเลือกรับเงินก้อนหรือเงินรายงวด แต่เป็นตัวอย่างของหลักการสำคัญในการบริหารเงินว่า “เงินวันนี้กับเงินในอนาคตมีมูลค่าไม่เท่ากัน” และการตัดสินใจที่เหมาะสมจำเป็นต้องมองทั้งมูลค่าปัจจุบัน ผลตอบแทนที่เงินสามารถสร้างได้ ความเสี่ยง และระยะเวลาการลงทุนประกอบกัน