ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 13.88 จุด แตะ 1,598.03 จุด รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่นักวิเคราะห์มองตลาดมีโอกาสฟื้นตัวต่อ ลุ้นทดสอบแนวต้าน 1,620 จุด หลังนักลงทุนคลายกังวลทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่มแบงก์ได้แรงหนุนจาก Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตไทยเป็น Stable
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดทำการที่ 1,598.03 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.88 จุด หรือ 0.88%
- ดัชนีได้รับแรงซื้อหนุนในหุ้นกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ โดยหุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกมาจากทั้งสองกลุ่มนี้ ได้แก่ SCB, DELTA, KBANK, BBL และ KTB
- นักวิเคราะห์จาก บล.กสิกรไทย ชี้ว่าตลาดมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นต่อและมีแนวต้านที่ 1,620 จุด
- หุ้นกลุ่มธนาคารได้รับปัจจัยบวกจากการที่ Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยเป็น Stable
- หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีแรงซื้อกลับเข้ามา หลังตลาดคลายความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (21 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,598.03 จุด บวก 13.88 จุด หรือ 0.88% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,603.14 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,589.69 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 68,434.29 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. SCB ราคาปิด 156.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 2.62% มูลค่าการซื้อขาย 6,004.35 ล้านบาท
2. DELTA ราคาปิด 247.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท หรือ 2.49% มูลค่าการซื้อขาย 5,850.46 ล้านบาท
3. KBANK ราคาปิด 258.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท หรือ 1.98% มูลค่าการซื้อขาย 5,649.82 ล้านบาท
4. BBL ราคาปิด 195.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.03% มูลค่าการซื้อขาย 3,889.46 ล้านบาท
5. KTB ราคาปิด 45.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.11% มูลค่าการซื้อขาย 3,886.35 ล้านบาท
วิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นมีทิศทางฟื้นตัว โดยดัชนีวันนี้ปรับเพิ่มขึ้น 13.88 จุด และเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Up หลังตลาดคลายความกังวลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยตลาดจับตาการพบกันระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ และ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์ โดยเฉพาะวันที่ 24 ก.ย. ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการค้าโลก
ส่วนปัจจัยภายในประเทศ กลุ่มธนาคารมีแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้ง หลังได้รับปัจจัยหนุนจากกรณี Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยเป็น Stable สะท้อนมุมมองต่อเสถียรภาพที่ดีขึ้น ขณะที่ตลาดยังรอติดตามการขยายผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวต่อในทิศทางขาขึ้น โดยมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,620 จุด ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนสามารถแบ่งตามลักษณะการลงทุน โดยสำหรับนักลงทุนที่เน้นความปลอดภัยและหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ แนะนำจับตากลุ่มการแพทย์และโรงพยาบาล เนื่องจากไตรมาส 3/2569 เป็นช่วง High Season ของธุรกิจ ประกอบกับปีนี้มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดค่อนข้างมาก ซึ่งอาจช่วยหนุนผลประกอบการ
ขณะที่นักลงทุนที่เน้นการลงทุนเชิงรุกและเกาะตามโมเมนตัมตลาด กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นกลุ่มหลักที่นำการฟื้นตัว หลังได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมองว่ากลุ่มโรงกลั่นและโรงไฟฟ้ามีโอกาสเป็นอีกกลุ่มที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดในระยะถัดไป





