คลังปลุกศักยภาพ “เศรษฐกิจไทย” ระยะยาว ผนึก “บีโอไอ-ก.ล.ต.-ตลท.” ดันมาตรการ “BOI to IPO” คลอดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ยกเว้นภาษีสูงสุด 3 ปี พร้อมเกณฑ์พิเศษจดทะเบียน รุกเร่งหว่านเมล็ดพันธุ์ “New Economy” เดินหน้าเชิญชวนมากกว่า 10 ราย ทั้งในและต่างประเทศ หวังดึงเม็ดเงินยกระดับรายได้แรงงาน ลงรากลึกเศรษฐกิจไทย หนุนตลาดทุนยั่งยืน
KEY POINTS
- กระทรวงการคลัง, BOI, ตลท. และ ก.ล.ต. เปิดตัวมาตรการ “BOI to IPO” เพื่อส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย
- มอบสิทธิประโยชน์จูงใจหลายด้าน ทั้งการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมจาก BOI และการผ่อนปรนเกณฑ์การเข้าจดทะเบียน เช่น ลดมูลค่าหลักทรัพย์ขั้นต่ำ (Market Cap) และลดระยะเวลาผลการดำเนินงานย้อนหลัง
- ตั้งเป้าหมายดึงดูดบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายกว่า 10 แห่ง เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, AI, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีให้เติบโตในตลาดทุนไทย
กระทรวงการคลัง ร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ ผ่านมาตรการ “BOI to IPO” ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยระยะยาว หวังจูงใจกลุ่ม New Economy เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย พร้อมปลดล็อกเกณฑ์เข้าจดทะเบียนให้ยืดหยุ่น หวังดึงเม็ดเงินยกระดับรายได้แรงงานและหนุนตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวผ่านจากการพึ่งพาเพียงการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น สู่การสร้างรากฐานที่มั่นคงผ่าน “การลงทุน” ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เสมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว เช่นเดียวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอดีตอย่างสนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือ และระบบขนส่งที่เคยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและการส่งออกของประเทศให้เติบโต
แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนจากราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อ แต่ทิศทางดังกล่าวก่อให้เกิดโอกาสจากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของกลุ่มนักลงทุนยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน มายังภูมิภาคอาเซียน
โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รับบทบาทหัวหอกในการปรับปรุงกฎเกณฑ์และใช้มาตรการ Fast Track เพื่อปลดล็อกการลงทุน ซึ่งสามารถดึงดูดเม็ดเงินสะสมได้สูงถึง 1 ล้านล้านบาท สะท้อนจากสถิติตัวเลขการลงทุนในไตรมาสที่ 1 ที่ขยายตัว 10% และไตรมาสที่ 2 ที่เติบโตสูงเกินกว่า 14% จนทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
นอกเหนือจากการดึงดูดเงินทุน การสร้างความยั่งยืนยังครอบคลุมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านโครงการ Skill Up และ Re-skill ซึ่งฝึกอบรมแรงงานไทยไปแล้วเกือบ 70,000 คน ในช่วง 2 ไตรมาส เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อุตสาหกรรมดิจิทัลและการวัดคาร์บอนตามเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ
ปัจจุบัน ไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตสำคัญของเทคโนโลยีระดับโลก โดยบริษัทอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) สำหรับระบบ AI ได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตที่จังหวัดสระบุรี จ้างงานกว่า 20,000 คน
พร้อมสร้างโอกาสให้แรงงานในพื้นที่สระบุรี โคราช และอยุธยา ได้รับอัตราเงินเดือนสูงกว่า 60,000 บาท รวมถึงเกิดการเชื่อมโยงการวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ขณะเดียวกัน ชิ้นส่วนสำคัญอย่างแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และชิปประมวลผลในสมาร์ทโฟนแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เช่น iPhone, Samsung และ Huawei ต่างมีฐานการผลิตหลักอยู่ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังเน้นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในฐานะผู้ผลิต Tier 1, Tier 2 และ Tier 3 เพื่อส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน BOI ได้ประสานความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในการออกมาตรการสิทธิประโยชน์และแผนพิเศษ เพื่อสนับสนุนให้บริษัทในกลุ่ม New Economy ก้าวเข้าสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO)
โดยตั้งเป้าดันบริษัทในกลุ่ม Data Center, Smart Electronics, Optical Transceiver, PCB, เกษตรอัจฉริยะ, แปรรูปอาหาร, อาหารสัตว์เลี้ยง และ Wellness เข้าจดทะเบียน เพื่อสร้างกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีแห่งอนาคตในไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
ล่าสุด 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ ในการเชื่อมโยงกลไกส่งเสริมการลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านแนวคิด “BOI to IPO” เพื่อมุ่งสู่การลงทุนที่ยั่งยืน (Sustainable Investment)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI กล่าวว่า เมื่อ11ก.ย.ที่ผ่านมานี้ บอร์ด BOI ได้อนุมัติสิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม (On Top) จากเกณฑ์ปกติ เพื่อจูงใจบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET, mai และ LiVEx) แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.กลุ่มธุรกิจยุคใหม่ (New Economy) รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อนภาษีเงินได้ร้อยละ 50 เพิ่มเติม 5 ปี และ2.กลุ่มกิจการทั่วไป รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อนภาษีเงินได้ร้อยละ 50 เพิ่มเติม 3 ปี (ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ)
โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย New Economy เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งมีผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกเข้ามาลงทุนกว่า 50 บริษัท, อุตสาหกรรมในห่วงโซ่ AI, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Humanoid), เกษตรและอาหารขั้นสูง รวมถึงชิ้นส่วนอวกาศยาน ซึ่งโรงงานจำนวนมากก่อสร้างเสร็จสิ้นและเริ่มผลิตแล้ว จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในระยะถัดไป
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็น “ปุ๋ยสูตรพิเศษ”ที่ออกมาได้ถูกที่ถูกเวลา (Right Time) ตอบรับคลื่นการลงทุนระลอกใหญ่ โดยในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา (ปี 2566 ถึงมิถุนายนปีนี้) มีมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมกันมากกว่า 5 ล้านล้านบาท ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมายยุคใหม่จำนวนมาก อาทิ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ (โดยเฉพาะ PCB และ AI Supply Chain), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), หุ่นยนต์ และชิ้นส่วนอวกาศยาน
ขณะนี้หลายโครงการได้สร้างโรงงานเสร็จสิ้นและเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้ว จึงเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเข้ามาระดมทุนเพื่อขยายกิจการในระยะถัดไป ประกอบกับแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ การเข้าจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดทุนไทยจึงกลายเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ที่สำคัญของบริษัทที่มีฐานการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
สำหรับมาตรการ “BOI to IPO” ถูกออกแบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ความยั่งยืนใน 2 มิติหลัก 1.ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ช่วยดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งฐานและ “หยั่งรากลึก” ในไทย พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าร่วมถือหุ้นและแบ่งปันผลกำไรจากธุรกิจ New Economy ที่มีอัตราการเติบโตสูง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มหุ้นใหม่คุณภาพดีเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตลาดทุนไทยในระยะยาว
2. ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ เปลี่ยนบทบาทประเทศไทยจากการเป็นเพียงฐานสร้างโรงงาน ไปสู่การสร้าง Supply Chain ที่เข้มแข็ง โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงช่วยสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) จากเงินระดมทุน และยกระดับธรรมาภิบาล (Corporate Governance) เพื่อสร้างความโปร่งใสตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ดลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เพื่อดึงดูดธุรกิจที่มีคุณภาพ เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงาน ก.ล.ต. และ ตลท. จึงได้ปรับปรุงเกณฑ์การจดทะเบียน BOI to IPO ให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายธุรกิจ New Economy มากยิ่งขึ้น โดยปรับลดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ขั้นต่ำ จากเดิม เข้า SET กำหนดไว้ที่มากกว่า 7,000 ล้านบาท เหลือมากกว่า 3,000 ล้านบาท และจากเดิม เข้า mai กำหนดไว้ที่มากกว่า 2,000 ล้านบาท เหลือมากกว่า 1,000 ล้านบาท
ในส่วนระยะเวลาผลการดำเนินงานย้อนหลัง กลุ่ม BOI เหลือ 1 ปี จากเดิม 2 ปี และสัดส่วนรายได้อุตสาหกรรมเป้าหมาย New Economy ปรับลดสัดส่วนรายได้ขั้นต่ำจากอุตสาหกรรมหลัก เหลือเพียง 30% ของรายได้จากการดำเนินงานในปีล่าสุด
นอกจากการปรับปรุงเกณฑ์แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้เร่งรัดกระบวนการพิจารณา พร้อมเตรียมมาตรการยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ขณะที่ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ได้เข้าร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เป็นระยะเวลา 5 ปี (ปี2570-2574) เช่น ค่าธรรมเนียมการยื่นแบบ Filing ในลักษณะเงินทุนสมทบ (Matching Fund) เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งนี้ เกณฑ์และเงื่อนไขเชิงตัวเลขดังกล่าวจะมีการประกาศเผยแพร่เป็นทางการต่อไป
ปัจจุบันมีความชัดเจนในการทำแพ็กเกจนำเสนอร่วมแก่ผู้ประกอบการ และมีการลงนาม MOU เพื่อจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Working Committee) ระหว่าง 3 หน่วยงานเพื่อออกไปแสวงหาบริษัทเป้าหมายร่วมกัน ในช่วงปลายปีนี้ ตลท. มีหน้าที่เร่งประชาสัมพันธ์และรุกเข้าหาผู้ประกอบการ มีมากกว่า10 บริษัท
นายอัสสเดช คาดหวังจะเห็น BOI to IPO ของธุรกิจ New Economy อย่างเป็นรูปธรรมภายในปีหน้า และยืนยันว่าการ เปิดจดทะเบียน BOI to IPO มุ่งเน้นการดึงดูด นักลงทุนระยะยาว ที่มองเห็นโอกาสเติบโตและความมั่นคงของกิจการ อีกทั้ง BOI ได้ให้มาตรการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่เหมาะสมโดยไม่สร้างภาระแก่ภาครัฐเกินไป
ที่ผ่านมามีการเริ่มพูดคุยกับหลายบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมแล้วจาก BOI ซึ่งแสดงความสนใจในระดับหนึ่ง แต่ยังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจภายในบริษัท ยังไม่สามารถเปิดเผยเป็นทางการได้ รวมถึงรองนายกฯระหว่างการเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศ มีการชักชวนให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย แล้วส่งต่อข้อมูลให้ ตลท.และบีโอไอ ตรวจสอบและดูแลต่อไป
เราคาดหวังว่า มาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหล่านี้ จะจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาจดทะเบียนมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตลาดทุนไทยยังคงมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่น ผ่านกระบวนการตรวจสอบและมาตรการป้องกันที่รัดกุมเพื่อรองรับเงินลงทุนที่มีคุณภาพ
นอกจากนี้ กำลังศึกษาการจัดตั้ง Technology Sector เช่นเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างพิจารณากรอบนิยาม เช่น สัดส่วนรายได้จากเทคโนโลยีใหม่ เช่น E-commerceเพื่อจัดหมวดหมู่ให้เหมาะสมและสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม
ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต. ทำหน้าที่กำกับดูแลและอนุมัติการเข้าจดทะเบียน IPO โดยมุ่งเน้นการปรับกระบวนการให้รวดเร็วขึ้นภายใต้ความรอบคอบ มุ่งเน้นเปลี่ยนมุมมองจากการวัดผลด้วยจำนวนบริษัทหรือระยะเวลา (Quantity) ไปสู่การเน้นคุณภาพ (Quality) ของบริษัทที่จะเข้ามาในตลาดทุน
สิ่งที่อยากเห็นคือบริษัทในกลุ่ม New Economy ที่มีคุณภาพ โดยไม่อยากให้หยุดอยู่แค่การเข้าทำ IPO เท่านั้น แต่อยากให้มีการเสนอขายหลักทรัพย์ในระลอกถัดไป (Seasoned Offering) ต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งนี้ แม้จะมีเพียง 1–2 บริษัท หรือเข้ามาช้า ก็ยังดีกว่าไม่มาเลยแม้ในส่วน ของ ก.ล.ต. จะมีการผ่อนผันหรือลดหย่อนเกณฑ์และค่าใช้จ่ายได้ แต่ในความเป็นจริง บริษัทต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องการจัดทำข้อมูลเพื่อการประเมินมูลค่า (Valuation) ที่เหมาะสม และการเลือกจังหวะเวลาในการเสนอขายนักลงทุนเช่นกัน
“ก.ล.ต. มองว่าวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะช่วยยกระดับคุณภาพของตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว”





