วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

ศาลปกครองสูงสุดชี้ 'ชญานี' ชนะคดี ก.ล.ต. ปม BSEC หลังต่อสู้คดีนาน 10 ปี

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนเพิกถอนคำสั่ง ก.ล.ต. ลงโทษพักงาน “ชญานี” คดี BSEC หลังต่อสู้คดียาวนานกว่า 10 ปี ชี้กระบวนการพิจารณาและพยานหลักฐานต้องเป็นไปตามกฎหมาย

KEY POINTS

  • ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 ยื่นตามศาลปกครองกลาง ให้เพิกถอนคำสั่งของ ก.ล.ต. ที่ลงโทษพักการปฏิบัติหน้าที่ของ "ชญานี โปขันเงิน" เป็นเวลา 1 ปี โดยชี้ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • คดีดังกล่าวเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานราว 10 ปี มีจุดเริ่มต้นจากการที่ ก.ล.ต. กล่าวหาชญานีว่าให้ถ้อยคำบิดเบือนเพื่อช่วยเหลือบุคคลอื่นในคดีตรวจสอบหุ้น BSEC เมื่อปี 2559
  • ประเด็นสำคัญในการต่อสู้คดีคือการโต้แย้งเรื่องความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ ก.ล.ต. นำมาใช้ และกระบวนการพิจารณาโทษที่ไม่โปร่งใส
  • ชญานีได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในปี 2560 หลังจาก ก.ล.ต. มีคำสั่งลงโทษ โดยโต้แย้งเรื่องความเพียงพอของหลักฐานและความเป็นกลางของคณะกรรมการพิจารณาโทษ
  • คำพิพากษานี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความสำคัญของกระบวนการพิจารณาที่โปร่งใส และการให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาในการตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างเต็มที่

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 ยื่นเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ลงโทษพักการปฏิบัติหน้าที่ “ชญานี โปขันเงิน” เป็นเวลา 1 ปี โดยเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังข้อพิพาทดำเนินต่อเนื่องราว 10 ปี จากกรณีการให้ถ้อยคำต่อ ก.ล.ต. เกี่ยวกับการตรวจสอบคดีหุ้น BSEC ก่อนนำไปสู่การต่อสู้ในประเด็นพยานหลักฐานและกระบวนการพิจารณาโทษ

นางสาวชญานี โปขันเงิน ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงบทเรียนจากการต่อสู้คดีกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นเวลานานกว่า 10 ปี ภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษของ ก.ล.ต. โดยมองว่าประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของกระบวนการพิจารณาที่รอบคอบ โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาใช้สิทธิในการตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างเต็มที่

โดยบทเรียนสำคัญที่สุดจากการต่อสู้คดีจากการต้องเตรียมตัวอย่างรอบคอบและมีพยานหลักฐานที่หนักแน่น เนื่องจาก ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจ การจะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมจึงจำเป็นต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริงและหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้

นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นแรงผลักดันสำคัญตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคือความมั่นใจว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยเห็นว่าหากผู้ถูกกล่าวหามีความผิดจริงแม้เพียงบางส่วน ก็อาจถูกนำไปขยายผลในกระบวนการพิจารณาและทำให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลมีความซับซ้อนมากขึ้น

“ต้องมีความมั่นใจอย่างแท้จริงว่าไม่ได้ทำผิด เพราะถ้ามีการกระทำผิดแม้เพียงเล็กน้อย ก.ล.ต. ก็สามารถนำไปขยายผลได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้ข้อเท็จจริงของตัวเองและมีหลักฐานที่เพียงพอ” ชญานี กล่าว

ขณะเดียวกัน ชญานี กล่าวต่อไปว่า ในระหว่างการต่อสู้คดีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับพยานหลักฐานบางส่วนที่ ก.ล.ต. นำมาใช้ โดยเฉพาะหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเห็นว่าพยานหลักฐานประเภทดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล เพื่อยืนยันถึงที่มา ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือ ก่อนนำมาใช้ประกอบการพิจารณาลงโทษ

สำหรับช่องโหว่ที่ควรได้รับการปรับปรุงประเด็นสำคัญคือการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายปกครอง โดยเฉพาะสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการรับทราบข้อมูลที่จำเป็นต่อการปกป้องสิทธิของตนเอง

โดยหนึ่งในประเด็นที่ให้ความสำคัญมาจากการเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการที่จะเข้ามาพิจารณาโทษ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาควรมีโอกาสตรวจสอบว่ากรรมการแต่ละรายมีเหตุที่อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความเป็นกลางหรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือไม่

ชญานี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีของเธอและชยันต์ อัคราทิตย์ ได้ขอทราบรายชื่อคณะกรรมการเพื่อใช้ตรวจสอบประเด็นดังกล่าว แต่ไม่ได้รับการเปิดเผย จึงทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับระบบตรวจสอบและถ่วงดุลในกระบวนการพิจารณาโทษ

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาโทษ ซึ่งมีบุคคลจากหลายส่วนในอุตสาหกรรมตลาดทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเห็นว่าควรมีกลไกที่ชัดเจนในการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และสร้างความเชื่อมั่นว่ากรรมการสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงได้อย่างเป็นกลาง

“ถ้าอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือมีโอกาสเป็นคู่แข่งกัน สิ่งที่สำคัญคือจะต้องมีกลไกให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถตรวจสอบได้ว่ากรรมการมีความเป็นกลางหรือไม่” ชญานี กล่าว

อีกประเด็นคือการเปิดเผยพยานหลักฐาน โดยชญานีระบุว่า ในขั้นตอนแรกของการพิจารณาโทษ ก.ล.ต.แสดงพยานหลักฐานให้ตรวจสอบในจำนวนจำกัด แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการศาลกลับมีการนำส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติม

โดยมองว่า หากผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบพยานหลักฐานทั้งหมดตั้งแต่ต้น ก็จะสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงข้อกล่าวหาได้อย่างเต็มที่ รวมถึงสามารถนำหลักฐานของตนเองมาโต้แย้งได้ตั้งแต่ในขั้นตอนแรก

ทั้งนี้ ประสบการณ์จากคดีดังกล่าวควรถูกนำไปใช้เป็นบทเรียนในการพัฒนากระบวนการกำกับดูแลตลาดทุน โดยเฉพาะการสร้างมาตรฐานด้านความโปร่งใส การเปิดเผยพยานหลักฐาน การตรวจสอบความเป็นกลางของคณะกรรมการ และการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาใช้สิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่

“สิ่งที่อยากเห็นคือการยกระดับมาตรฐานของกระบวนการกำกับดูแลให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น เพราะความน่าเชื่อถือของหน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจในการลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าทุกกระบวนการมีความเป็นธรรมและสามารถตรวจสอบได้” ชญานี กล่าว

เปิด Timeline คดีประวัติศาสตร์ “ ชญานีชนะเด็ดขาด ก.ล.ต”

1. ในช่วงปี 2553 บริษัท investment banking “ OSK” จากมาเลเซียสนใจอยากซื้อบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย ชญานี โปขันเงิน และชยันต์ อัคราทิตย์ ผู้บริหาร บล. แห่งหนึ่งในขณะนั้น ได้รับการติดต่อจาก ตัวแทน   “OSK “ ในไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เป็น CEO ของ บล.แห่งหนึ่ง ให้ช่วยหา บล.ที่อยากขาย

2. บล. บีฟิท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ชื่อ “BSEC” ผู้ถือหุ้นใหญ่สนใจที่จะขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่   และชญานี ชยันต์ รู้จักผู้ถือหุ้นใหญ่รายนี้    

3. ตัวแทน “OSK” ในประเทศ ขอร้องให้ชญานี ชยันต์ ติดต่อผู้ถือหุ้นใหญ่ “BSEC” ให้พบปะพูดคุยทำความรู้จักกับตัวแทน “OSK” ที่มาจากมาเลเซีย

4. มีการนัดพบปะกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยชยันต์ ไม่ได้ไปในวันนั้น การพูดคุยระหว่าง “OSK” และ ”BSEC” เป็นลักษณะการแนะนำตัว และพูดถึงเรื่องการซื้อขาย ในลักษณะทั่วๆไป เพราะ “ BSEC” เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องมีกระบวนการอีกมากมาย และเป็นครั้งเดียวที่ชญานีได้ร่วมพูดคุยกับทั้ง “OSK”และ “BSEC”

5. ปี 2554 “OSK” ก็ได้ซื้อ ”BSEC” เปลี่ยนชื่อเป็น บล. “OSK”

6. ปี 2558 ชญานี ชยันต์ ได้รับหนังสือจาก ก.ล.ต ขอให้เข้าไปให้ถ้อยคำในฐานะพยาน กรณี insider trading ให้เล่าเหตุการณ์ในวันแรกที่มีการนัดหมายกันระหว่าง “OSK“ กับ “BSEC” ซึ่งทั้งสองก็ให้ความร่วมมือกับ ก.ล.ต. เป็นอย่างดี เล่าเหตุการณ์ไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

7. ปี 2559 ก.ล.ต.ส่งหนังสือกล่าวหาทั้งสองคนว่าให้การบิดเบือนข้อมูลในวันแรกที่ “OSK” และ ”BSEC” พบกันเพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษ

8. ทั้งสองคนทำหนังสือชี้แจงว่าให้การตามความจริง ตามความทรงจำที่จำได้เพราะเวลาผ่านมาถึง 5 ปีแล้ว รวมทั้งขอดูพยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. อ้างว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ขัดแย้งกับที่ทั้งคู่ให้ถ้อยคำไว้กับ ก.ล.ต.ทั้งขอทราบชื่อคณะกรรมการวินัย ที่จะเป็นผู้พิจารณาทั้งสองคนในกรณีนี้

9. เป็นเวลาหลายเดือนกว่าที่ ก.ล.ต.จะให้ทั้งสองเข้าไปดู พยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. อ้างเป็นพยานหลักฐานสำคัญและเมื่อเข้าไปดูพบว่าเป็น คล้ายเศษกระดาษที่การพิมพ์ไม่คมชัดตัวหนังสือเลอะเลือน จนดูไม่ออกว่าเป็นเอกสารจริงหรือปลอม รวมทั้ง ก.ล.ต. ไม่ให้จดบันทึก ถ่ายรูปหรือทำสำเนาของหลักฐานที่ ก.ล.ต. อ้างเป็นหลักฐานสำคัญ

10. ชญานี ชยันต์ ได้โต้แย้งว่าพยานหลักฐานของ ก.ล.ต ว่า มีลักษณะที่ไม่น่าเชื่อถือขอให้นำส่งพยานหลักฐานที่เป็นไปตาม นิติวิทยาศาสตร์และเนื่องจากโครงสร้างของคณะกรรมการวินัยของ ก.ล.ต. มีที่มาจากบุคคลที่อยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกัน โดยมาจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมนักลงทุนไทย บางคนอาจเป็นกรรมการของคณะกรรมการกำกับตลาดทุนของ ก.ล.ต. ซึ่งก็หมายถึง เป็นบุคลากรของ ก.ล.ต. จึงคล้ายว่า ก.ล.ต. ชงเองเล่นเอง และมีทั้งที่เป็นผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การควบคุมของ ก.ล.ต. และอาจเป็นคู่ขัดแย้งกันมาก่อน ทั้งคู่จึงขอคัดค้านคณะกรรมการทั้งคณะ เพราะ ก.ล.ต. ไม่ยอมส่งรายชื่อกรรมการเพื่อให้ตรวจสอบดูว่ามีใครบ้างที่อาจเป็นคู่ขัดแย้ง หรืออาจไม่เป็นกลาง ตามที่กฏหมายกำหนดให้ทำ

11. สิงหาคม 2560 ก.ล.ต.ได้ส่งหนังสือแจ้งการลงโทษมายังทั้งสองคน โดยให้พักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุนเป็นเวลาหนึ่งปี 

12. ชญานี ชยันต์ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษของ ก.ล.ต. เพราะพิจารณาว่า เป็นการตัดสินลงโทษโดยที่ทั้งสองคนไม่ได้เห็นพยานหลักฐานที่ใช้เพื่อกล่าวโทษเพียงพอ และคณะกรรมการวินัยที่เป็นผู้ตัดสินน่าจะไม่เป็นกลาง

13. หลักฐานที่ ก.ล.ต.ส่งเข้าไปยังศาล อ้างว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ใช้ลงโทษคืออีเมลพูดคุยกันของบุคคล 2 คน แล้วส่งต่อมายังชยันต์ จากบุคคลใดก็ไม่สามารถทราบได้เพราะ ก.ล.ต.ปกปิดชื่อผู้รับผู้ส่ง แต่ภายหลังชยันต์ ได้ทำการตรวจสอบการขอใช้บริการตาม email address ที่ ก.ล.ต.อ้างว่าเป็นของชยันต์ พบว่า ผู้ให้บริการ email address ดังกล่าว ยืนยันว่า ณ เวลา ที่ ก.ล.ต.อ้างว่าชยันต์ ได้รับอีเมลนั้น ชยันต์ ยังไม่ได้เปิดใช้บริการกับผู้ให้บริการตาม email address ดังกล่าว

14.ชญานี ชยันต์ ร้องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ให้เปิดเผยชื่อผู้จัดทำอีเมลที่ส่งต่อให้กับชยันต์ แต่ ก.ล.ต. คัดค้าน อ้างว่าอาจจะเป็นอันตรายกับชีวิตของผู้จัดทำอีเมลคนนั้น

15.ชญานี ชยันต์ ฟ้องเลขาธิการ ก.ล.ต.ในขณะนั้น เป็นคดีอาญาตามมาตรา 157 แต่ศาลพิพากษาว่าการลงนามในหนังสือคำสั่งลงโทษของเลขาธิการ ก.ล.ต. เป็นการลงนามในฐานะงานธุรการ

16.ก.ล.ต. ส่งหลักฐานที่เป็นอีเมลที่อ้างเป็นหลักฐานสำคัญเข้าศาล ชญานี ชยันต์ ให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT forensics ตรวจสอบ และได้ให้ความเห็นว่า หลักฐานไม่น่าเชื่อถือ เพราะบาง email address ยังไม่เคยถูกเปิดใช้ และการจัดเก็บพยานหลักฐานทางดิจิตัลไม่ได้มาตรฐานสากล เป็นต้น

17.เมื่อ 31 มีนาคม 2563 ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ ก.ล.ต.เพิกถอนคำสั่งการลงโทษทั้งสองคน เนื่องจากพิจารณาว่าเป็นคำสั่งลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

18.ทั้งสองคนได้ส่งหนังสือให้ ก.ล.ต. ลบการโฆษณาคำสั่งลงโทษ ออกจากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. แต่ ก.ล.ต. ยืนยันว่า ตนได้ยื่นอุทธรณ์กับศาลปกครองสูงสุด ทำให้คำสั่งลงโทษยังมีผลอยู่

19.ชญานี ชยันต์ ฟ้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายจาก คณะกรรมการวินัย ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาพยานหลักฐานว่า เป็นหลักฐานที่เป็นจริงและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่เนื่องจาก การฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายนี้ต้องฟ้องกับหน่วยงานรัฐภายในหนึ่งปี และขาดอายุความไปแล้ว

20. ชยันต์ ฟ้องดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานเพื่อดำเนินคดีกับผู้จัดทำพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กระบวนการ การดำเนินคดีเป็นไปโดยล่าช้า และท้ายสุดอัยการสั่งไม่ฟ้อง และคดีหมดอายุความ จนชยันต์ไม่สามารถฟ้องร้องเองโดยตรงได้

21.ล่าสุด 15 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษของ ก.ล.ต.ที่ลงโทษชญานี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โทษตัดสินให้มีการลงโทษ

22. จนถึงปัจจุบัน ยังมีข่าวการลงโทษชยันต์ ชญานี ในเว็บไซต์ ก.ล.ต.แต่มีการเปลี่ยนชื่อ เป็น นาย ก.นาง ข. แต่สามารถค้นหาได้โดยง่ายว่า นาย ก. และนาง ข. เป็นใคร แต่ชญานี ชยันต์ เชื่อว่า กรณีของทั้งสองจะสร้างมาตราฐานใหม่ ทำให้กระบวนการต่างๆของ ก.ล.ต. มีความโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงสิทธิพื้นฐานของบุคคล ไม่ลุแก่อำนาจ ซึ่งจะทำให้การเป็นหน่วยงานกำกับดูแลของ ก.ล.ต.ได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น 

23. จนถึงปัจจุบัน ชญานี ชยันต์ ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษใดๆทั้งสิ้นจาก ก.ล.ต. เยี่ยงผู้สำนึกในการกระทำผิด ทั้งที่คดีของชญานีถึงที่สุดแล้วว่า ก.ล.ต. ได้สั่งลงโทษบุคคล โดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย                             

24. ยังมีคดีสืบเนื่องในกรณีนี้คงค้างอยู่ แต่ชยันต์ ชญานี เชื่อว่า ทั้งคู่บรรลุผลในการสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้น ให้กับหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศแล้ว และยินดีที่จะให้คำปรึกษากับทุกคน ที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกอย่างที่ทั้งสองคน ประสบมาแล้ว