วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นโรงพยาบาลได้อานิสงส์แค่ไหน? หลัง Riyadh Air เปิดบินตรงริยาด-กรุงเทพฯ

เปิดทางผู้ป่วยซาอุฯ บินตรงรักษาไทย หนุน Medical Tourism โตต่อ โบรกชี้ BH รับประโยชน์เด่นสุดจากฐานผู้ป่วยตะวันออกกลางแข็งแกร่ง พร้อมมอง BDMS-BCH รับอานิสงส์ตาม จากดีมานด์รักษาโรคซับซ้อนและ Wellness ที่เพิ่มขึ้น

KEY POINTS

  • การเปิดเที่ยวบินตรงริยาด-กรุงเทพฯ ของ Riyadh Air จะเพิ่มจำนวนที่นั่งราว 3,840 ที่นั่งต่อเดือน ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงและต้องการรักษาโรคซับซ้อน สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของไทยได้ง่ายขึ้น
  • หุ้น BH (โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์) ถูกคาดการณ์ว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติและตะวันออกกลางสูงอยู่แล้ว (67% และ 22% ตามลำดับ) และมีโอกาสสูงในการขยายฐานผู้ป่วยชาวซาอุฯ ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • หุ้น BDMS และ BCH จะได้รับประโยชน์รองลงมา จากศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยต่างชาติและรักษาโรคซับซ้อน โดยเฉพาะ BDMS ที่สามารถต่อยอดไปยังบริการ Wellness ซึ่งเป็นที่สนใจของลูกค้าชาวซาอุฯ
  • นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยนี้เป็นตัวกระตุ้นการเติบโตในระยะกลางถึงยาวของกลุ่มโรงพยาบาล จึงได้ปรับน้ำหนักการลงทุนขึ้นเป็น "มากกว่าตลาด" และเลือก BH เป็นหุ้นเด่น

การเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทาง “ริยาด-กรุงเทพฯ” ของ Riyadh Air ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. 2569 และมีแผนเพิ่มความถี่เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ภายในเดือน ต.ค.นี้ ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนการเดินทางระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของไทย และอาจช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของธุรกิจ Medical Tourism ในระยะยาว

ประสิทธิ์ รัตนกิจกมล, IAA, CFA, CISA นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุนและทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า การเพิ่มเที่ยวบินตรงดังกล่าวจะทำให้จำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นราว 3,840 ที่นั่งต่อเดือน ช่วยลดข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของไทยสำหรับผู้ป่วยจากซาอุฯ และตะวันออกกลาง

โดยตลาดดังกล่าวถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงและมีความต้องการรักษาโรคซับซ้อน เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง รวมถึงโรคกระดูกและข้อ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Self-Pay ซึ่งมีรายได้ต่อเคสค่อนข้างสูง ขณะที่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบียเดินทางเข้าไทยมากกว่า 2 แสนคนต่อปี หรือคิดเป็นราว 27-28% ของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางทั้งหมด ประกอบกับไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพการรักษา มาตรฐานสากล และค่ารักษาพยาบาลที่สามารถแข่งขันได้ จึงมีโอกาสขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติได้ในระยะยาว

สำหรับผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ฝ่ายวิจัยมองว่า BH มีโอกาสได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูงถึง 67% ของรายได้โรงพยาบาล และรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางคิดเป็นราว 22% ของรายได้รวม แม้ปัจจุบันรายได้จากผู้ป่วยซาอุฯ จะคิดเป็นเพียง 1.0% ของรายได้รวม เทียบกับ BCH ที่ 0.6% และ BDMS ที่ 0.1% แต่คาดว่าตลาดผู้ป่วยซาอุฯ จะเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยผู้ป่วยต่างชาติในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จากฐานประชากรกว่า 35 ล้านคนและกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง

ขณะที่ BDMS และ BCH มีแนวโน้มได้รับประโยชน์รองลงมา จากศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยต่างชาติและการรักษาโรคซับซ้อน โดยเฉพาะ BDMS ที่สามารถต่อยอดไปสู่บริการ Wellness, Preventive Medicine และ Longevity Program ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในกลุ่มลูกค้าซาอุฯ

ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางบินตรงริยาด-กรุงเทพฯ ถูกมองเป็น Catalyst เชิงโครงสร้างที่ช่วยเพิ่มโอกาสการขยายฐานผู้ป่วยตะวันออกกลาง และสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนในระยะกลางถึงยาว รวมถึงอาจสร้าง Upside ต่อประมาณการผลประกอบการได้

ด้านกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยปรับน้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงพยาบาลขึ้นเป็น “มากกว่าตลาด” จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 ที่คาดว่าจะเป็นจุดแข็งที่สุดของปี จาก High Season ของผู้ป่วยไทย การฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ และการเติบโตของ Medical Tourism ซึ่งภายใต้ธีมดังกล่าว ฝ่ายวิจัยเลือก BH เป็นหุ้นเด่น โดยประเมินราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 225 บาท และคงคำแนะนำ “ซื้อ”