วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569

Login
Login

GULF แจงยัน ‘ไทยคม’ ส่งมอบงานครบ ไม่ต้องจ่าย 1.25 พันล้าน

“กัลฟ์” ชี้แจงกรณีข่าว ครม. อนุมัติฟ้องสัญญาสัมปทานดาวเทียม ยัน "ไทยคม" ส่งมอบทรัพย์สินครบแล้วเมื่อปี 64 ไร้ภาระชำระเงิน 1,250 ล้านบาท พร้อมสู้คดีหากเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLUF ได้ออกหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า กรณีปรากฏข่าวเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (“กระทรวงฯ”) ดำเนินการทางกฎหมายกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) (“บริษัท ไทยคม”) และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ในประเด็นการปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ โดยมีกระแสข่าวระบุว่าบริษัท ไทยคม ส่งมอบทรัพย์สินไม่ครบถ้วนหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน และอาจมีค่าปรับเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,250 ล้านบาท

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงรายละเอียดในประเด็นดังกล่าว ดังนี้

  • การปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน: เดิม บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ("บริษัท อินทัช") (ชื่อเดิม บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน)) และบริษัท ไทยคม (ชื่อเดิม บริษัท ชินวัตรแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)) ได้ร่วมกันเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับกระทรวงฯ โดยมีบริษัท ไทยคม ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) กิจการดาวเทียมในนามของบริษัท อินทัช
  • การส่งมอบทรัพย์สิน: เมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงตามกำหนดระยะเวลา 30 ปี บริษัท ไทยคม ได้ปฏิบัติตามสัญญาและทำการส่งมอบทรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทานคืนให้แก่กระทรวงฯ โดยครบถ้วนเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2564
  • การสวมสิทธิเป็นคู่สัญญา: เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการควบบริษัทกับบริษัท อินทัช เสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมาย เกิดเป็นนิติบุคคลใหม่คือ "บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)" ซึ่งรับโอนทั้งทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดของบริษัท อินทัช โดยผลของกฎหมาย ส่งผลให้บริษัทฯ เข้าสวมสิทธิเป็นคู่สัญญา หรือคู่ความในกรณีพิพาทใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานแทนที่บริษัท อินทัช ทั้งสิ้น

แนวทางการดำเนินการและสถานะทางกฎหมายในปัจจุบัน

บริษัทฯ ยืนยันว่า ณ ปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่มีภาระผูกพันหรือหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการตามที่ปรากฏเป็นข่าว และยังไม่มีภาระผูกพันในการชำระเงินจำนวนประมาณ 1,250 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงฯ แต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี หากมีการเริ่มต้นกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ บริษัทฯ พร้อมที่จะใช้สิทธิในการต่อสู้คดีตามกรอบของกฎหมายอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมประการใด บริษัทฯ จะดำเนินการแจ้งข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและผู้ถือหุ้นให้ทราบต่อไป