วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดบวก 1.85 จุด โบรกเตือนยัง Sideway Down จับตา 3 ปัจจัย 'Data Center-การเมือง-จ้างงานสหรัฐฯ'

หุ้นไทยปิดบวก 1.85 จุด โบรกมองช่วง 2 สัปดาห์แรก ก.ย. ยัง Sideway Down จับตา 3 ปัจจัยหลัก “Data Center-การเมือง-จ้างงานสหรัฐฯ” โดยเฉพาะตัวเลข Nonfarm Payrolls ชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟดและ Fund Flow ต่างชาติ

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดทำการที่ 1,576.92 จุด เพิ่มขึ้น 1.85 จุด (+0.12%) แต่โบรกเกอร์คาดการณ์ว่าแนวโน้มยังคงเป็น Sideway Down โดยมีแนวรับที่ 1,565 จุด
  • ปัจจัยที่ต้องจับตาคือการประชุมบอร์ด Data Center เพื่อพิจารณาข้อสรุปการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีมูลค่าคำขอรวมสูงถึง 5-8 แสนล้านบาท
  • สถานการณ์การเมืองในประเทศยังเป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน
  • ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของเฟดและทิศทางเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow)

“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (3 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,576.92 จุด บวก 1.85 จุด หรือ 0.12% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,589.77 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,574.83 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 64,483.60 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. BDMS ราคาปิด 20.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.80 บาท หรือ 4.04% มูลค่าการซื้อขาย 4,935.34 ล้านบาท

2. PTT ราคาปิด 41.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.83% มูลค่าการซื้อขาย 4,675.28 ล้านบาท

3. KBANK ราคาปิด 249.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.40% มูลค่าการซื้อขาย 4,022.29 ล้านบาท

4. ADVANC ราคาปิด 344.00 บาท ลดลง 5.00 บาท หรือ 1.43% มูลค่าการซื้อขาย 2,749.15 ล้านบาท

5. DELTA ราคาปิด 243.00 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ 1.22% มูลค่าการซื้อขาย 2,568.50 ล้านบาท
 

หุ้นไทยปิดบวก 1.85 จุด โบรกเตือนยัง Sideway Down จับตา 3 ปัจจัย 'Data Center-การเมือง-จ้างงานสหรัฐฯ'

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน ก.ย.2569 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Down โดยมีกรอบแนวรับสำคัญที่ 1,565 จุด ขณะที่บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มเป็นลบอ่อน ๆ ทำให้กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ยังไม่จำเป็นต้องเร่งเข้าซื้อ เนื่องจากตลาดรับรู้ปัจจัยด้านผลประกอบการและข่าวสารต่าง ๆ ไปค่อนข้างมากแล้ว และมีโอกาสเห็นการย่อตัวลงของดัชนี

ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางตลาดในปัจจุบันมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) โดยในเดือน ก.ค.2569 นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิหุ้นไทยราว 45,000-50,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยหนุนดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 100 จุด ก่อนที่เดือน ส.ค.2569 จะกลับมาขายสุทธิราว 20,000 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงประมาณ 70 จุด สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างทิศทาง Fund Flow กับตลาดหุ้นไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้น

สำหรับเดือน ก.ย.2569 มี 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยประเด็นแรก การประชุมบอร์ด Data Center เพื่อพิจารณาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยื่นขอเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีความสำคัญต่อทิศทางการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมากกว่า 70% ของยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เป็นโครงการ Data Center ขณะที่มูลค่าคำขอโดยรวมอยู่ในกรอบประมาณ 500,000 ล้านบาท ไปจนถึงเกือบ 800,000 ล้านบาท ทำให้ตลาดรอความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว

ปัจจัยที่สอง สถานการณ์การเมืองในประเทศ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งประเด็นคดีต่าง ๆ ในศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่นและมุมมองของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อตลาดหุ้นไทย

ส่วนปัจจัยที่สาม การเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร หรือ Nonfarm Payrolls ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 55,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะประกาศในสัปดาห์หน้า โดยคาดการณ์ไว้ที่ 3.4%

สรพล กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักประมาณ 60% ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ บล.กสิกรไทย ประเมินว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยจากสถิติย้อนหลังมากกว่า 20 ปี พบว่า หากตัวเลขการจ้างงานติดลบต่อเนื่อง 2 เดือน ซึ่งเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาเป็นลบแล้ว และหากตัวเลขที่ประกาศในวันศุกร์นี้ออกมาติดลบอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่เฟดจะไม่เลือกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ดังนั้น ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อทิศทางตลาด เนื่องจากไม่เพียงส่งผลต่อความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยของเฟด แต่ยังมีผลโดยตรงต่อทิศทาง Fund Flow ที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย