วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

แผน PDP 2026 จ่อชัด! เปิดทางพลังงานสะอาด ลุ้นหุ้นโรงไฟฟ้ารับรอบลงทุนใหม่

ร่างแผน PDP2026 เดินหน้าใกล้เสร็จ เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น 8 ก.ย.นี้ ก่อนเสนอ กพช.อนุมัติภายในสิ้นปี 2569 และคาดเปิดประมูลโรงไฟฟ้ารอบแรกในปี 2570 กำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างน้อย 65% พร้อมปลดล็อก Direct PPA รองรับภาคอุตสาหกรรมและดาต้าเซ็นเตอร์ หนุนโอกาสลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะกลาง-ยาว
 

ชัยวัฒน์ อาศิระวิชัย, IAA นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด  เปิดเผยว่า ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2026 มีความชัดเจนมากขึ้น หลังภาครัฐเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนในวันที่ 8 ก.ย. 2569 และคาดว่าจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาอนุมัติภายในสิ้นปี 2569 ก่อนเดินหน้าเปิดประมูลโครงการโรงไฟฟ้ารอบแรกในปี 2570 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนของหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคในระยะถัดไป
 

สำหรับร่าง PDP2026 กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็นอย่างน้อย 65% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด และตั้งเป้ากำลังการผลิตไฟฟ้ารวมแตะ 200,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ขณะเดียวกันยังมีการปลดล็อกเพดาน Direct PPA จากเดิมที่จำกัดไว้ 2,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ประเด็นดังกล่าวทำให้กลุ่มโรงไฟฟ้ามีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเปิดประมูลกำลังการผลิตใหม่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและสามารถรองรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ได้

โดย GULF มีศักยภาพในการลงทุนเพิ่มเติมราว 240,000-290,000 ล้านบาท ภายใต้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ 1.0 เท่า ขณะที่ GPSC มีศักยภาพลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 95,000-114,000 ล้านบาท ภายใต้หนี้สินสุทธิต่อทุน 0.8 เท่า ส่วน GUNKUL ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดกลาง มีความสามารถในการจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมราว 39,000-44,000 ล้านบาท

ด้าน BGRIM มีข้อจำกัดด้านเงินทุนมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่น โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 2.1 เท่า ส่งผลให้มีศักยภาพลงทุนเพิ่มเติมราว 23,000-28,000 ล้านบาท

สำหรับทิศทางการลงทุนของแต่ละบริษัท GULF และ GPSC มีแนวโน้มใช้ฐานะการเงินและต้นทุนทางการเงินที่แข็งแกร่งเพื่อขยายการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ CCGT ขนาดใหญ่ ขณะที่ BGRIM และ GUNKUL เน้นการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และธุรกิจพลังงานสะอาดที่เกี่ยวเนื่อง

ส่วน BCPG มีแนวทางหมุนเวียนเงินทุนผ่านการขายสินทรัพย์ เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ ขณะที่ CKP ปรับโฟกัสไปยังโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับในประเทศลาว

ในด้านกลยุทธ์การลงทุน แผน PDP2026 อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคในระยะสั้น จากความคาดหวังต่อการเปิดประมูลโครงการใหม่ ขณะที่โอกาสจากการลงทุนตามแผนดังกล่าวยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะกลางถึงระยะยาว

ทั้งนี้ GULF ถูกมองเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จากความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลโครงการขยายกำลังการผลิตขนาดใหญ่ ขณะที่ GUNKUL มีโอกาสเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากงาน EPC ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ส่วน GPSC และ BGRIM ยังมีโอกาสเติบโตจากโครงการใหม่ แม้ระยะสั้นธุรกิจ SPP จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามยังรวมถึงต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่อาจสูงกว่าคาด รวมถึงความเสี่ยงด้าน ESG ทั้งผลกระทบจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการพลังงาน และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบโครงการ