วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

คลังสั่งเบรก ‘ภาษีทองคำ’ ดึง สมาคมค้าทอง ร่วมโมเดล ‘Connect the Dot’ สกัดทุนเทา

วานนี้( 27 ส.ค.) จากการประชุมหารือระหว่างกระทรวงการคลัง กับ สมาคมค้าทองคำ โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นตัวแทนกระทรวงการคลัง

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ หรือ  แม่ทองสุก (MTS Gold ) และในฐานะกรรมการฝ่ายประสานงาน (ธุรกิจทองแท่งและออนไลน์) สมาคมผู้ค้าทองคำ เปิดเผยว่า ผลหารือทางกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้จะชะลอเรื่องการเก็บภาษีทองคำไว้ก่อน โดยยังไม่มีการกดปุ่มเริ่มดำเนินการหรือนำมาพิจารณาในกระบวนการขณะนี้ 

“การหารือครั้งนี้ ไม่มีการพูดคุยเรื่องเก็บภาษีทองคำ ทางปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ยังไม่มีแนวคิดที่จะดำเนินการเก็บภาษีทองคำในขณะนี้มองว่า ทำให้ผู้ประกอบการค้าทองคำสบายใจได้ในระดับหนึ่ง"

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวต่อว่า  การประชุมดังกล่าวกระทรวงการคลัง ได้หารือถึงแนวทางปราบปรามและป้องกันกลุ่มทุนสีเทาเข้ามาฟอกเงินในระบบซื้อขายทองคำ โดยให้สมาคมค้าทองคำ เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะทำงาน "Connect the Dot" มีเป้าหมายหลัก ในการให้ข้อมูลและช่วยวางระบบตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเส้นทางเงินควบคู่ไปกับเส้นทางทองคำ 

ทั้งนี้ การประชุมหรือการหารือในกลุ่ม "Connect the Dot" คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ย. หรือเร็ว ๆ นี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของที่ประชุมกลุ่มดังกล่าว คาดว่าจะมีมาตรการในการควบคุมทุนเทาที่ชัดเจนออกมาภายในปีนี้ ซึ่งจะเน้นการสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง เพื่อคัดกรองธุรกรรมที่ต้องสงสัย มากกว่าการใช้มาตรการทางภาษี มากดดันผู้ประกอบการและประชาชน 

ทั้งนี้ สมาคมค้าทองคำ ได้เสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบแทนการใช้มาตรการภาษี เช่น  การเชื่อมโยงข้อมูล (Data Integration) มีระบบกลางในการตรวจสอบเส้นทางเงินและทองคำ ร่วมกันระหว่าง 4-5 หน่วยงานหลัก อาทิ ปปง., สมาคมฯ, แบงก์ชาติ, ตำรวจไซเบอร์ และธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยสกัดกั้นกลุ่มทุนเทาและกลุ่มฟอกเงินได้อย่างตรงจุดและสร้างสรรค์กว่าการจัดเก็บภาษี 

รวมถึง สร้างแพลตฟอร์มวิเคราะห์ความเสี่ยงมีแนวคิดการจัดทำ Centralized AML Intelligence Platform เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและตรวจสอบความเสี่ยงทางการเงินของผู้ซื้อ ให้แก่ร้านทองรายย่อยกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ  

พร้อมทั้ง มีระบบตรวจจับกลุ่ม Red Flag โดยผูกกับข้อมูลบัตรประชาชนเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมระหว่างระดับความมั่งคั่ง (Wealth) กับปริมาณการซื้อทองคำ ป้องกันเช่นกรณีแม่ค้ารถเข็นมาซื้อทองครั้งละหลายล้านบาท ซึ่งอาจเป็นการฟอกเงิน

ที่สำคัญ คือการยกระดับ CDD (Customer Due Diligence) เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตัวตนลูกค้าในร้านทองทุกระดับ โดยเฉพาะร้านทองขนาดเล็กเพื่อให้ทราบที่มาของเงินที่ชัดเจน ซึ่งปกติเป็นสิ่งที่ต้องทำตามกฎหมาย ปปง. อยู่แล้ว แต่จะเน้นให้ปฏิบัติได้จริง 100% มากขึ้น

"ภาครัฐมุ่งปัญหาทุนเทาเป็นเรื่องใหญ่ หากภาครัฐและสมาคมฯ สามารถร่วมมือกันปราบปรามทุนเทาภายใต้คณะทำงานชุดนี้ได้สำเร็จ คาดว่าเรื่องการขึ้นภาษีก็อาจจะยุติลงไปเลย"

นอกจากนี้ นพ.กฤชรัตน์ ย้ำว่า ทางสมาคมค้าทองคำได้ชี้แจงจุดยืนไม่ต้องการให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีทองคำในทุกระดับ เพราะว่า การเก็บภาษีจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น จนอาจทำให้ อุตสาหกรรมทองคำพังทลาย และส่งผลให้ทองคำและเงินไหลลงสู่ระบบใต้ดิน ระบบนอกกฎหมาย หรือไหลออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ง่ายขึ้น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเหตุการณ์ในปี 2540 หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอินเดียและเวียดนามในปัจจุบัน

อีกทั้งรายได้จากภาษีทองคำไม่คุ้มค่า ซึ่งในประเด็นนี้ ทางภาครัฐยอมรับว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวอาจ สร้างรายได้ให้กับรัฐได้ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น  โดยการเก็บภาษีจะขัดขวางยุทธศาสตร์ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการค้าทองคำ (Gold Hub) ของภูมิภาค ซึ่งทองคำถือเป็นสินค้าที่มีมูลค่านำเข้าและส่งออกสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ 

“สมาคมฯ ต้องการผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ ให้ตลาดทองคำไทยเป็นของภูมิภาคนี้  เหมือนสิงคโปร์ ซึ่งต้องอาศัยนโยบายที่ส่งเสริมนักลงทุนและลดอุปสรรคทางภาษี”

ต่อกรณีแนวคิดการจำกัดการใช้เงินสดซื้อขายทองคำของแบงก์ชาติ สำหรับการซื้อหรือขายทองคำแท่งระหว่างร้านทองด้วยกัน ให้สามารถชำระด้วยเงินสดได้ไม่เกิน 10-80 ล้านบาทต่อรายต่อวันต่อร้านทอง หรือสาขาร้านทอง ตลอดจนกำหนดเงื่อนไขสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ลูกค้าต้องรับมอบหรือส่งมอบทองคำแท่งด้วยตนเอง  

ทางสมาคมฯ ชี้ให้เห็นว่า การคุมเงินสดเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและเป็นคนละประเด็นกับการจัดการทุนเทา ไม่สามารถจัดการทุนเทาหรือกลุ่มฟอกเงินได้จริง เพราะกลุ่มสแกมเมอร์สามารถปรับลดระดับวงเงินตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ตลอดเวลา  

อีกทั้ง การกำหนดเพดานเงินสดที่ต่ำเกินไปจะกลายเป็นอุปสรรคและเพิ่มภาระต้นทุน ให้กับร้านทองที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง

สมาคมฯ เสนอไปว่า แบงก์ชาติควรเปลี่ยนไปเน้นการ ทำให้การโอนเงินผ่านธนาคารสะดวกขึ้น เพื่อจูงใจให้คนเลิกใช้เงินสด ด้วยพัฒนาระบบพิสูจน์ตัวตน เพื่อจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบธนาคารมากขึ้น เช่น การใช้ระบบสแกนใบหน้า( Face Scan ) ให้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับการโอนเงินที่เกิน 1 ล้านบาทขึ้นไป  ซึ่งปัจจุบันทำได้ยากและเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุ

"ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนออกมาจากทางแบงก์ชาติ ซึ่งทางสมาคมฯ ได้เสนอต่อภาครัฐว่า ก่อนที่จะมีการออกมาตรการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ สมาคมฯ ควรได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการคิดและวิเคราะห์ด้วย เพื่อไม่ให้ภาครัฐวางมาตรการเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งปลัดกระทรวงการคลังได้รับฟังและตกลงที่จะดึงสมาคมฯ เข้ามาอยู่ในกลุ่มคณะทำงานเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาร่วมกัน"