วันเสาร์ ที่ 29 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดลิสต์ 7 หุ้นพลังงาน สุดแกร่ง ปันผลเกิน 5% ติดต่อ3 ปีซ้อน ราคาวิ่งแรง YTD พุ่งทะลุ 10%

แม้"ตลาดหุ้นไทย"ยังเผชิญความผันผวน แต่ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางตลาด ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงวิสัยทัศน์ในเวที Thailand Focus 2026 โดยตั้งเป้าหมายผลักดันดัชนีหุ้นไทยแตะ 2,000 จุด พร้อมเดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตเกิน 3%

ท่ามกลางความหวังการฟื้นตัวของตลาด กลุ่มพลังงานยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทยด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากราคาหุ้นควบคู่กับเงินปันผล หรือ “กำไรหุ้นบวกปันผล” ได้ทั้งสองทาง "กรุงเทพธุรกิจ" ขออาสาพาเปิดลิสต์ 7 หุ้นพลังงานเด่นที่ราคาหุ้น YTD ให้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 10% และมี Dividend Yield หรือเงินปันผลมากกว่า 5% ต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

1.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) PTT

  • คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
  • มาร์เก็ตแคป 1,149,661 ล้านบาท
  • เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 6.62% 
  • เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 6.30%
  • เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 5.59%
  • ราคา YTD อยู่ที่ +25.78%
  • กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่  78,263 ล้านบาท 
  • รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 1,568,600 ล้านบาท

สุพพตา ศรีสุข, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของ PTT ในปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น จากต้นทุนก๊าซที่ลดลงตามโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ และปริมาณขายก๊าซที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาก๊าซ LNG ที่สูงขึ้นอาจจำกัดการลดลงของต้นทุนบางส่วน

ขณะที่การเจรจากับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลกเพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีการทบทวนตามสถานการณ์ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ นอกจากนี้ กลุ่ม PTT เดินหน้าโครงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยคงเป้าหมายเพิ่ม EBITDA ราว 2 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2570 พร้อมเดินหน้า Asset Monetization ตั้งเป้าหมาย 1 แสนล้านบาทในช่วงปี 2568-2570

ทั้งนี้ ฐานกำไรที่มั่นคงจากธุรกิจก๊าซจะช่วยลดความผันผวนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ สนับสนุนความสามารถในการจ่ายเงินปันผลและรักษา Dividend Yield ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยบัวหลวงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” PTT ราคาเป้าหมาย 47 บาท

2.) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) PTTEP

  • มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • มาร์เก็ตแคป 577,633 ล้านบาท
  • เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 8.52% 
  • เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 7.98%
  • เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 6.19%
  • ราคา YTD อยู่ที่ +28.76%
  • กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 39,032 ล้านบาท 
  • รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 176,756 ล้านบาท

ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรปกติของ PTTEP ในไตรมาส 3/2569 มีโอกาสชะลอตัวจากไตรมาสก่อน จากการปิดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตในอ่าวไทยและโครงการในมาเลเซีย รวมถึงรอบส่งมอบน้ำมันจากแอลจีเรียที่ลดลง คาดปริมาณขายอยู่ที่ 525 kboed ขณะที่ไตรมาส 4/2569 ปริมาณขายมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังไม่กลับสู่ระดับไตรมาส 2/2569 เนื่องจากยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวการซ่อมบำรุงโครงการในมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2569 คิดเป็น 57% ของประมาณการทั้งปี ทำให้หยวนต้าคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 6.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน สะท้อนผลประกอบการที่ยังแข็งแกร่ง พร้อม ROE ราว 14% และฐานะการเงินมั่นคง โดยมี IBD/E เพียง 0.3 เท่า ณ ไตรมาส 2/2569 ขณะที่คาด Dividend Yield ปี 2569 อยู่ที่ 6.1%

นอกจากนี้ PTTEP ยังมีความน่าสนใจในฐานะหุ้น Hedging หากสถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดและยืดเยื้อกว่าคาด ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันมี Upside โดยทุกการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบกำไรราว 1,000 ล้านบาทต่อปี และราคาเหมาะสมราว 1.60 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ คาดราคาหุ้นจะได้รับปัจจัยหนุนจากผลประกอบการ 2Q26 ที่แข็งแกร่งและเงินปันผลงวดครึ่งปีแรกที่คาดให้ Dividend Yield ราว 3% โดยหยวนต้าคงคำแนะนำ “TRADING” ราคาเหมาะสม 164 บาทต่อหุ้น

3.) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP

  • พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
  • มาร์เก็ตแคป 139,056 ล้านบาท
  • เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 5.28% 
  • เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 12.04%
  • เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 6.88%
  • ราคา YTD อยู่ที่ +72.92%
  • กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 27,765 ล้านบาท 
  • รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 261,086 ล้านบาท

ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไตรมาส 3/2569 ยังได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัว หลังสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ สต็อกน้ำมันทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ และโรงกลั่นในรัสเซียและตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากการโจมตี ขณะที่ไตรมาส 4/2569 คาดค่าการกลั่นชะลอลงตามสถานการณ์สงครามที่คลี่คลาย แต่ยังอยู่สูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากกำลังการผลิตที่ได้รับผลกระทบยังไม่กลับมาเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 ยังมีความไม่แน่นอนจากต้นทุนจัดหาน้ำมันที่เร่งตัวขึ้นตามความตึงเครียดของสงคราม ความเสี่ยงขาดทุนสต็อกหากสถานการณ์คลี่คลาย รวมถึงนโยบายลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นและมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันของภาครัฐ โดยหยวนต้าคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้รวมผลขาดทุนสต็อกบางส่วนไว้แล้ว

ทั้งนี้ ราคาหุ้นปรับขึ้นราว 40% ในไตรมาส 3/2569 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่แข็งแกร่งไปพอสมควร จึงคงคำแนะนำ “TRADING” ราคาเหมาะสม 70 บาท อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นยังมีปัจจัยหนุนจากคาดการณ์เงินปันผลระหว่างกาลสูง โดยเบื้องต้นคาด DPS งวดครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่ 1.90 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 2.9% ขณะที่ระยะกลางปี 2570-2571 ยังมีปัจจัยบวกจากการทยอย COD โครงการ CFP 

4.) บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) RATCH

  • นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่
  • มาร์เก็ตแคป 82,106 ล้านบาท
  • เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 5.42% 
  • เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 5.33%
  • เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 5.08%
  • ราคา YTD อยู่ที่ +27.97%
  • กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 2,628 ล้านบาท 
  • รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 23,206 ล้านบาท

ณัชพล  แพรสีเจริญ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เบื้องต้นคาดกำไรปกติของ RATCH ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,400-1,600 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อน รับแรงหนุนจากรายได้โรงไฟฟ้า RG และโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ที่เพิ่มขึ้น หลังไม่มีการปิดซ่อมบำรุงราว 22 วัน และ 21 วัน ตามลำดับ รวมถึงค่าใช้จ่าย SG&A ที่ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่กำไรปกติมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบโรงไฟฟ้า RG ที่หมดสัญญา PPA ในเดือน ต.ค. 2568 และปริมาณน้ำในลาวที่ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ

ด้านมุมมองการลงทุน หยวนต้าคงราคาเหมาะสมสิ้นปี 2569 ที่ 32 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับขึ้น 28% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ได้สะท้อนโอกาสต่ออายุสัญญา PPA ของโรงไฟฟ้า RG ไปมากแล้ว ขณะที่ปัจจุบัน RATCH ยังมีโรงไฟฟ้า RG อีก 3 หน่วยผลิตที่เตรียมหมดอายุในปี 2570

อย่างไรก็ตาม มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการและราคาเหมาะสม หากมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการต่ออายุโรงไฟฟ้า RG และการชนะประมูลโครงการใหม่ตามแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือน ก.ย. และเริ่มใช้ได้ช่วงปลายปีนี้ โดยยังคงคำแนะนำ “TRADING”

5.) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) EGCO 

  • ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่
  • มาร์เก็ตแคป 70,546 ล้านบาท
  • เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 5.70% 
  • เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 5.56%
  • เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 5.08%
  • ราคา YTD อยู่ที่ +17.54%
  • กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่  1,538 ล้านบาท 
  • รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 18,526 ล้านบาท

ธีร์ธนัตถ์  จิราศิริวัชร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า คาดกำไรปกติของ EGCO ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,000-1,200 ล้านบาท ฟื้นตัวทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อนจากฐานกำไรที่อยู่ในระดับต่ำ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาวและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ รวมถึงการรับรู้ค่าความพร้อมจ่ายในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ/MW/วัน ได้เต็มไตรมาส และการกลับมาเดินเครื่องตามปกติของโรงไฟฟ้าถ่านหิน QPL ในฟิลิปปินส์ หลังปีก่อนอยู่ระหว่างปิดซ่อมบำรุงเพื่อเตรียมกลับมาขายไฟฟ้าตามสัญญาฉบับใหม่ในช่วงไตรมาส 4/2568

สำหรับการขายสัดส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้าบ้านโป่งและคลองหลวงรวม 49% ซึ่งทำให้ EGCO เหลือสัดส่วนถือหุ้น 51% หรือคิดเป็นกำลังผลิตรวม 162 MWe คาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จและบริษัทจะรับรู้กำไรพิเศษจากการขายโครงการภายในช่วงครึ่งหลังปี 2569

อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นราคาหุ้น EGCO ยังมีโอกาสถูกกดดันจากผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่คาดว่าจะออกมาต่ำกว่าคาด และอาจทำให้ตลาดปรับลดประมาณการกำไรลง แต่หยวนต้ามองว่าราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวในระยะกลางถึงยาว หลังผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดของปีและกลับมาฟื้นตัวทั้งครึ่งหลังปี 2569 และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่คาดว่าจะได้รับเงินปันผลราว 6.50 บาทต่อหุ้นต่อปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% ซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านพื้นฐาน

ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” EGCO โดยให้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2570 ที่ 187 บาทต่อหุ้น ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำรอเข้าสะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว

6.) บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) TTW

  • วลัยณัฐ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ
  • มาร์เก็ตแคป 41,496 ล้านบาท
  • เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 6.63% 
  • เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 6.59%
  • เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 6.56%
  • ราคา YTD อยู่ที่ +14.92%
  • กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 1,331 ล้านบาท 
  • รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 2,636 ล้านบาท

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า TTW ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท ลดลง 9.2% จากปีก่อน คิดเป็น 44.6% ของประมาณการทั้งปี โดยฝ่ายวิจัยยังคงคาดกำไรปี 2569 ที่ 3.0 พันล้านบาท ลดลง 8.6% จากปีก่อน จากสมมติฐานปริมาณน้ำฝนปีนี้ลดลงจากฐานสูงผิดปกติในปีก่อน ส่งผลให้ส่วนแบ่งกำไรจาก CKP ลดลง ขณะที่ธุรกิจน้ำประปายังมีแนวโน้มเติบโตตามปริมาณขายน้ำที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2569 คาดกำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนและทำจุดสูงสุดของปี จากส่วนแบ่งกำไร CKP ที่เพิ่มขึ้นตามการผลิตไฟฟ้าช่วงฤดูฝน ขณะที่ธุรกิจน้ำประปาคาดปริมาณขายน้ำโดยรวมทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน

เอเซียพลัสปรับไปใช้มูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2570 ที่ 11 บาทต่อหุ้น จากเดิม 10.50 บาท โดยภาพรวมกำไรมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมคาด Dividend Yield 5-6% ต่อปี และจ่ายปันผลสม่ำเสมอปีละ 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside จำกัด จึงแนะนำรอราคาปรับฐานก่อนทยอยสะสมเพื่อรับปันผล

7.) บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) SUSCO

  • ชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ
  • มาร์เก็ตแคป 2,540 ล้านบาท
  • เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 10.06% 
  • เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 13.79%
  • เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 6.84%
  • ราคา YTD อยู่ที่ +22.12%
  • กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 213 ล้านบาท 
  • รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 16,284 ล้านบาท

ชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 SUSCO ยังคงเดินหน้าขยายสถานีบริการน้ำมันในทำเลที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการต่อยอดธุรกิจ Non-Oil และการพัฒนา SUSCO SQUARE เพื่อเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้ และลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจน้ำมันเพียงอย่างเดียว

ด้านธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ BYD และ DENZA ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยล่าสุดบริษัทได้รับรางวัล BYD Dealer of the Year Award 2025 ระดับ Kunlu สำหรับตัวแทนจำหน่ายที่มียอดขายสะสมมากกว่า 1,500 คันต่อปี รวมถึงรางวัล Aftersales Excellence Award สะท้อนมาตรฐานด้านการขายและบริการหลังการขาย

นอกจากนี้ ธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่ารถยนต์ยังมีฐานลูกค้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมองว่าธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจเช่าซื้อและให้เช่ารถยนต์ รวมถึงการขยาย Non-Oil จะเป็น New S-Curve สำคัญในการสร้างรายได้ใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของ SUSCO ในระยะยาว

เปิดลิสต์ 7 หุ้นพลังงาน สุดแกร่ง ปันผลเกิน 5% ติดต่อ3 ปีซ้อน ราคาวิ่งแรง YTD พุ่งทะลุ 10%