“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (28 ส.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,588.22 จุด ร่วง 12.48 จุด หรือ 0.78% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,600.50 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,582.38 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 66,466.65 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 246.00 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ 3.15% มูลค่าการซื้อขาย 5,460.35 ล้านบาท
2. IVL ราคาปิด 24.20 บาท เพิ่มขึ้น 1.70 บาท หรือ 7.56% มูลค่าการซื้อขาย 3,805.24 ล้านบาท
3. PTT ราคาปิด 40.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.62% มูลค่าการซื้อขาย 3,462.41 ล้านบาท
4. KBANK ราคาปิด 247.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.40% มูลค่าการซื้อขาย 3,111.13 ล้านบาท
5. PTTEP ราคาปิด 148.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 1.71% มูลค่าการซื้อขาย 2,968.23 ล้านบาท
สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลดลงหลุดระดับ 1,600 จุด โดยอ่อนตัวลงประมาณ 0.7% จากแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ DELTA ประกอบกับหุ้นที่ก่อนหน้านี้ปรับตัว Outperform ตลาด ทั้งกลุ่มธนาคารและกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มเผชิญแรงขายทำกำไร
ทั้งนี้ แรงขายหุ้น DELTA ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับพอร์ตของ MSCI ซึ่งจะมีการปรับน้ำหนักหุ้น ณ ราคาปิดในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ โดย DELTA เป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกลดน้ำหนักลงเล็กน้อย จึงทำให้มีแรงขายทำกำไรออกมาก่อน อย่างไรก็ตาม มีโอกาสเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาในช่วงเย็นวันจันทร์ หลังการปรับพอร์ตเสร็จสิ้น
สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามคืนนี้ คือถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้น โดยจากสถิติย้อนหลัง 4 ปีที่ผ่านมา ในปี 2565 -2566 การส่งสัญญาณเชิงคุมเข้มนโยบายการเงิน (Hawkish) กดดันตลาดหุ้นให้ปรับตัวลงแรงในสัปดาห์ถัดมา ขณะที่ปี 2567-2568 การส่งสัญญาณเชิงผ่อนคลาย (Dovish) ช่วยหนุนตลาดให้ฟื้นตัวได้ดี
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นประเมินว่า Kevin Watch มีโอกาสส่งสัญญาณในเชิง Hawkish แต่คาดว่าตลาดจะไม่ตื่นตระหนกหรือเกิดเซอร์ไพรส์มากนัก เนื่องจากการประชุม FOMC ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ส่งสัญญาณ Hawkish มาแล้ว ทำให้ตลาดรับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปพอสมควร และสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นแล้ว หรืออยู่ในภาวะ Priced in
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า แนวรับระยะสั้นอยู่ที่บริเวณ 1,585 จุด ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดเดิม หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามาเพิ่มเติม มีโอกาสที่ดัชนีจะรีบาวด์จากแนวรับดังกล่าวขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,610 จุด
ส่วนปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม แม้สัปดาห์หน้าจะไม่มี Event ขนาดใหญ่ แต่ยังมีประเด็นด้านนโยบายพลังงานที่ต้องจับตา โดยเฉพาะแผน Direct PPA (DPPA) และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งมีความสำคัญต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า และมีโอกาสเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 8 ก.ย. 2569 ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศต้องติดตามตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ SCGP โดยประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 37 บาท มองเป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในช่วงตลาด ยังมีความผันผวน



