“ต่างชาติ” ขายทำ “กำไร” หุ้นไทยเดือนส.ค. ทะลุ “หมื่นล้าน” คาดเป็นการปรับพอร์ตระยะสั้น “บล.เอเซีย พลัส” ชี้ฟันด์โฟลว์ชะลอตัว เตือน “4 ปัจจัยเสี่ยง” กดดันตลาดช่วงที่เหลือของปี “บล.ยูโอบี เคย์เฮียน” มองต่างชาติขายหุ้นไทยชั่วคราว “บล.บัวหลวง” มองเป้าหมายปลายปี 69 ฟันด์โฟลว์ไหลกลับ รับอานิสงส์ท่องเที่ยวไฮซีซัน
KEY POINTS
- โบรกเกอร์มองการขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติกว่า 1 หมื่นล้านบาทในเดือนส.ค. เป็นเพียงการขายทำกำไรและปรับพอร์ตระยะสั้น หลังตลาดปรับตัวขึ้นแรง
- บล.บัวหลวง คาดการณ์ว่ากระแสเงินทุน (Fund Flow) มีโอกาสไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยอีกครั้งในช่วงปลายปี โดยได้รับอานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน
- บล.ยูโอบี เคย์เฮียน เชื่อว่าหากการเมืองมีความชัดเจน และไม่ลุกลาม จะมีโอกาสเห็น Fund Flow กลับเข้ามาอีกครั้ง
- อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส เตือน 4 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันฟันด์โฟลว์ในช่วงที่เหลือของปี ได้แก่ สถานการณ์สงคราม, ผลประกอบการ, ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย และความไม่แน่นอนทางการเมือง
กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เดือนส.ค.2569 ไหลออกจาก “ตลาดหุ้นไทย” กว่า 1 หมื่นล้านบาท หลังตลาดปรับตัวขึ้นแรง ขณะที่เม็ดเงินบางส่วนโยกกลับหุ้น Growth และเทคโนโลยีในสหรัฐ ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่า แม้ผลประกอบการไทยยังดีและมีแรงซื้อกลับระยะสั้น แต่ทว่านักวิเคราะห์เตือนจับตา 4 ปัจจัย ทั้งสงคราม เศรษฐกิจเสี่ยงชะลอ ขณะที่การเมือง และดุลบัญชีเดินสะพัด ที่อาจกดดัน Fund Flow และจำกัดการฟื้นตัวของหุ้นไทย
“ภราดร เตียรณปราโมทย์” ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า Fund Flow ต่างชาติเริ่มชะลอ หลังต้นเดือนส.ค. ขายสุทธิหุ้นไทยแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ ตั้งแต่ต้นปีถึง ก.ค. ยังมียอดเงินไหลเข้าสะสมราว 7.6 หมื่นล้านบาท หลังขายต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2567
โดย Fund Flow ก่อนหน้านี้ได้แรงหนุนจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่มีหุ้นราว 1 ใน 3 เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงกลุ่มน้ำมันและเซมิคอนดักเตอร์ที่อยู่ในช่วง “ขาขึ้น” อีกทั้งตลาดหุ้นไทยยังถูกมองเป็น “แหล่งพักเงิน” ในช่วงเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยปี 2565 เคยมีเงินต่างชาติไหลเข้าสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 2 แสนล้านบาท
ช่วงที่เหลือของปีต้องจับตา 4 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดัน Fund Flow ได้แก่ 1.สงคราม หากคลี่คลายเงินที่เข้ามาพักในไทยอาจไหลกลับไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 2.ผลประกอบการ แม้กำไรบริษัทจดทะเบียนในไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ดีกว่าคาด 13% แต่ยังเป็นรองหุ้นเทคโลก อย่าง NASDAQ ที่ดีกว่าคาด 53% 3.เศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569 หดตัว 0.2% หากไตรมาส 3 ปี 2569 หดตัวต่อเนื่องเสี่ยงเข้าสู่ Technical Recession ซึ่งดุลบัญชีเดินสะพัด หลังไทยขาดดุลราว 1.77 พันล้านดอลลาร์ กดดันเศรษฐกิจและเงินบาท และ 4.การเมืองมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะคดีความเกี่ยวกับ สว. และคำวินิจฉัยต่างๆ ในช่วงปลายเดือน ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต่างชาติให้ความสนใจ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ยังท้าทายค่อนข้างสูง แม้กำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มเพิ่มจาก 3.57 แสนล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2569 เป็น 3.9 แสนล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2569 แต่ปัจจัยมหภาค สงคราม Fund Flow และการเมืองยังจำกัด Upside
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า แม้ต่างชาติขายหุ้นไทยกว่า 1 หมื่นล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา แต่ตั้งแต่ต้นปียังมียอดซื้อสุทธิสะสมราว 7.7-8 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบหลายปี โดยมองแรงขายระยะนี้เป็นการ ปรับพอร์ตและขายทำกำไร หลังตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นราว 30% ตั้งแต่ต้นปี และ 50% จากจุดต่ำสุดกลางปีก่อน ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวปรับขึ้น 70-100%
จากข้อมูล NVDR ยังสะท้อนการหมุนเวียนการลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม โดยต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ หลังผลประกอบการมีสัญญาณฟื้นตัวจากช่วงซบเซาราว 2 ปี และได้แรงหนุนจากการย้ายฐานผลิตเข้ามาไทย ส่วนหุ้นบริโภคในประเทศยังถูกเลือกลงทุนเป็นรายตัว เนื่องจากการบริโภคยังอ่อนแอ
ด้านการเมืองต่างชาติยังจับตาประเด็น สว. และผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล หากสถานการณ์ไม่ลุกลามจนเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาล และการเมืองมีความชัดเจน มีโอกาสเห็น Fund Flow กลับเข้ามาอีกครั้ง
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน ยังมองบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยคาดเม็ดเงินในประเทศมีโอกาสไหลเข้าหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ เนื่องจากดอกเบี้ยและ Bond Yield อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่โอกาสทำ Capital Gain จากบอนด์ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ามีจำกัด
“พิริยพล คงวาณิช” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง กล่าวว่า แรงขายต่างชาติกว่า 1 หมื่นล้านบาท ช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงขายทำกำไรระยะสั้น หลังเงินไหลเข้าตลาดไทยก่อนหน้านี้จากสงคราม และหุ้นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก ขณะที่ปัจจุบันเกิดการสลับกลุ่มลงทุน โดยเงินบางส่วนโยกกลับหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นที่ถูกขายหนักก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ระยะยาวยังมอง Fund Flow มีโอกาสกลับเข้าไทยถึงปลายปี จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง และ GDP ดีกว่าคาด ด้านการเมืองมองว่า ต่างชาติยังให้น้ำหนักว่าปัญหาจะไม่ลุกลามถึงขั้นวิกฤติ จึงเพียงชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน แต่หากกระบวนการทางกฎหมายรุนแรงขึ้นจะเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพรัฐบาล
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





