ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 26 ส.ค.2569 หุ้น BCP หรือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บวก 6.03% เพิ่มขึ้น 3.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 23.00 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 ออกมาโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิประมาณ 12,000 ล้านบาท สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ราว 60% ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันกำไรไตรมาส 2/2569 ได้แก่ สต๊อกน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกว่าคาด ขณะที่ค่าการกลั่นอยู่ในระดับแข็งแกร่ง รวมถึงธุรกิจ SAF ที่เริ่มต้นการผลิตจริงในไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อการเติบโตของกำไรราว 1,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ธุรกิจ OKEA ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศนอร์เวย์ที่ BCP ถือหุ้นอยู่ 45% มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนภาพรวมผลประกอบการของบริษัท
อย่างไรก็ตาม แม้พื้นฐานของ BCP จะมีแนวโน้มที่ดี แต่ในเชิงกลยุทธ์ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก โดยราคาเป้าหมายพื้นฐานเดิมที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ 48 บาท ขณะที่ราคาหุ้นในกระดานปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรงประมาณ 5% ในวันเดียว และขึ้นมาอยู่เหนือราคาเป้าหมายดังกล่าวแล้ว พร้อมแตะระดับ จุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์
ดังนั้น ต้องติดตามว่าฝ่ายวิจัยจะมีการปรับประมาณการผลประกอบการและราคาเป้าหมาย BCP ใหม่หรือไม่ หลังผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด รวมถึงมุมมองจากการประชุม Investor Forum ที่ยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัท
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเกินราคาเป้าหมายและอยู่บริเวณจุดสูงสุดของปี แนะนำว่า นักลงทุนที่ถือ BCP และมีกำไรเกิน 10% ควรพิจารณาล็อกกำไรบางส่วน
สำหรับแนวโน้ม ค่าการกลั่น (GRM) ในไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่มีโอกาสไม่แข็งแกร่งเท่ากับไตรมาส 2/2569 เนื่องจากช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามมีความตึงเครียดสูงสุด ได้ผ่านพ้นไปแล้วในไตรมาส 2/2569 ดังนั้น ภาพของค่าการกลั่นในไตรมาส 3/2569 น่าจะเป็นลักษณะ “ประคองตัว” หรือทรงตัวในระดับที่ดี มากกว่าจะเห็นการเร่งตัวขึ้นอย่างโดดเด่นเหมือนในไตรมาสก่อน
ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมการกลั่นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้ายังอยู่ในภาวะอุปทานตึงตัว จากกำลังการผลิตในรัสเซียและตะวันออกกลางที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงกลั่น Teapot ในจีนที่ลดอัตราการผลิต ขณะที่มองไปถึงปี 2570 ตลาดยังมีแนวโน้มตึงตัว เนื่องจากการก่อสร้างโรงกลั่นใหม่ต้องใช้เวลานาน และโรงกลั่นในต่างประเทศอาจต้องชะลออัตราการผลิต หลังเลื่อนกำหนดการหยุดซ่อมบำรุงในปีนี้
สำหรับ BCP การปรับโครงสร้างธุรกิจด้วยการบูรณาการธุรกิจการกลั่น การตลาด และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการทำ Cost Optimization ขณะที่ธุรกิจ Trading ตั้งเป้าขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า EBITDA จะเพิ่มขึ้นแตะ 5,000 ล้านบาทในปี 2574 จากราว 1,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ผ่านการเพิ่มปริมาณการค้าและการปรับ Product Mix
ด้านธุรกิจต้นน้ำ OKEA มีแผนเพิ่มปริมาณการผลิตขึ้นเป็น 100 kboed ภายในปี 2574 จากปัจจุบันราว 29-32 kboed พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Mid-to-late Life Assets เข้ามาดำเนินการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2569 จะเริ่มเจาะหลุมสำรวจแห่งแรกในโครงการ G2/65 ร่วมกับ Chevron
ทั้งนี้ BCP วางงบลงทุนประมาณ 9,200 ล้านบาทต่อปี โดยราว 66% จะลงทุนในธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ขณะที่ประมาณ 24% จัดสรรให้ธุรกิจต้นน้ำ โดยเน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยงและสามารถสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจได้
โดยระยะยาวบริษัทตั้งเป้าหมาย EBITDA แตะ 100,000 ล้านบาทในปี 2573 และรายได้แตะ 1 ล้านล้านบาทในปี 2574 สะท้อนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจโรงกลั่นไปสู่แพลตฟอร์มพลังงานแบบครบวงจร
สำหรับแนวโน้มระยะสั้นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 BCP คาดอัตราการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 260 kbd เทียบกับ 276 kbd ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตลาดน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังตึงตัว การขยายตัวของธุรกิจ Trading ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปที่มีโอกาสปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว รวมถึงระดับปริมาณสำรองก๊าซในยุโรปที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการเพิ่มขึ้นของ Capacity Revenue ของโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ
นอกจากนี้ BCP จะเริ่มรับรู้ผลประกอบการจาก Bangchak Hong Kong (BHK) หลังปิดดีลตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยหากรับรู้เต็มปีคาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 40,000 ล้านบาท และ EBITDA ราว 2,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการ SAF ซึ่งเริ่ม COD ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม จะรับรู้ผลประกอบการเต็มไตรมาส โดยในไตรมาส 2/2569 มีอัตราการผลิตสูงถึง 6.8 kbd และสร้าง EBITDA ราว 1,000 ล้านบาทต่อไตรมาส
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 ยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งและเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากภาวะตลาดน้ำมันตึงตัว การรับรู้ผลประกอบการจาก BHK และการเดินเครื่องโรงงาน SAF เต็มไตรมาส พร้อมคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 26,000 ล้านบาท และปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2570 ที่ 58 บาทต่อหุ้น อิงค่าเฉลี่ย PBV ย้อนหลัง 10 ปีที่ 0.9 เท่า โดยราคาปัจจุบันมี Upside Gain ราว 13.2% และคาด Dividend Yield ปี 2569 สูงถึง 8.8% ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส มองภาพระยะกลางถึงยาวของ BCP ว่า บริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “Refinery” สู่ “Integrated Energy Platform” โดยไม่ได้พึ่งพาธุรกิจโรงกลั่นเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงธุรกิจ E&P, Refinery/Biofuels, Trading/Logistics และ Power/Infrastructure เพื่อควบคุมห่วงโซ่ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบไปจนถึงลูกค้าปลายทาง
ทั้งนี้ การปรับ Portfolio ดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งการลงทุนและการขายสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยมีธุรกิจ SAF และ BHK เป็น Growth Engine ใหม่ของบริษัท หลังโรงงาน SAF ขนาด 7 KBD ซึ่งเป็นโรงงานเชิงพาณิชย์แห่งแรกของไทยเริ่มผลิตในเดือนพฤษภาคม 2569 ขณะที่ BHK จะเริ่มสร้างกำไรให้ BCP ตั้งแต่ครึ่งหลังปีนี้
โดยมองว่า ระยะสั้น BCP ยังมีโอกาสรักษา Earnings Momentum จากฐานกำไรครึ่งแรกปี 2569 ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับ Synergy ที่เพิ่มขึ้น การ Ramp-up ของ SAF และการเริ่มรับรู้กำไรจาก BHK ขณะที่ระยะกลาง ตัวขับเคลื่อนผลประกอบการจะค่อยๆ เปลี่ยนจาก “Oil Price + GRM” ไปสู่ “Integration + Trading + Upstream + SAF + BHK” ส่งผลให้โครงสร้างกำไรมีความหลากหลายมากขึ้นและลดการพึ่งพาธุรกิจโรงกลั่น
อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและ GRM ที่มีแนวโน้มอ่อนตัว โดย BCP คาดราคาน้ำมันดิบอยู่ในกรอบ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีโอกาสทยอยลดลงตามการกลับมาของ Supply ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและการเพิ่มกำลังผลิตของ OPEC+
ขณะที่ได้ปรับมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2570 ที่ 58 บาทต่อหุ้น และประเมินเงินปันผลระหว่างกาล งวดครึ่งแรกปี 2569 ราว 2.50 บาทต่อหุ้น จากเงินปันผลทั้งปีที่คาดไว้ 5 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield สูงถึงประมาณ 5.5% โดยแนะนำรอจังหวะเข้าซื้อเพื่อรับเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมอนุมัติในเร็วๆ นี้



