สัปดาห์นี้มีอีเวนต์เศรษฐกิจสำคัญหลายรายการที่ต้องจับตา เนื่องจากอาจเป็นตัวชี้ทิศทางเศรษฐกิจ และการลงทุนในระยะต่อไป โดยเฉพาะการประชุม Jackson Hole ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อ Bond Yield และบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น
“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า คาดการประชุม กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เนื่องจากเงินเฟ้อไม่ได้เป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย ขณะที่ เศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2569 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2569 จากแรงหนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เต็มไตรมาส และการลงทุนที่ยังเติบโตได้ดี โดยประเมิน GDP ทั้งปีขยายตัวราว 2% ส่วนการประชุม กนง. คาดไม่มีผลต่อตลาดหุ้น
ด้านปัจจัยต่างประเทศ มองการประชุม Jackson Hole ไม่น่ามีความประหลาดใจ โดยตลาดรับรู้แนวทางนโยบายการเงินของเฟดไปพอสมควรแล้ว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องใช้มาตรการเพื่อควบคุม Bond Yield ระยะยาว ส่วนผลประกอบการของ Nvidia ยังประเมินผลต่อตลาดได้ยาก เนื่องจากตลาดมีความคาดหวังสูง
สำหรับดัชนีหุ้นไทยยังคงเป้าหมายที่ 1,620 จุด แต่ระยะสั้นตลาดรับรู้ปัจจัยบวกจากการปรับประมาณการ EPS และธีม Data Center ไปมากแล้ว จึงมีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไร ขณะที่แนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,575-1,585 จุด แนะนักลงทุนไม่ต้องรีบร้อนเข้าซื้อ รอจังหวะดัชนีย่อตัวลงมาใกล้แนวรับแล้วทยอยสะสม
“ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์” หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าตามกรอบ กนง. คาด GDP ปีนี้โต 2-2.5% สอดคล้องแบงก์ชาติที่ 2.3% แม้แรงส่งจากภาครัฐเริ่มชะลอ ขณะที่เงินเฟ้อเดือนก.ค. อยู่ที่ 1.9% ต่ำกว่าคาดเดิม 2.8% และมีแนวโน้มถูกปรับลดประมาณการ โดยแรงกดดันหลักมาจากต้นทุน ส่วนกำลังซื้อยังไม่เป็นปัจจัยกดดัน
แม้เศรษฐกิจ และเงินเฟ้อเปิดช่องให้ลดดอกเบี้ย แต่เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ จึงคาด กนง. ยังไม่รีบปรับลด ขณะที่เงินบาทล่าสุดแข็งค่าตามดอลลาร์ที่อ่อนลง โดยระยะยาว ธปท.ต้องการรักษาเสถียรภาพไว้บริเวณ 33 บาทต่อดอลลาร์ เน้นมาตรการช่วยเหลือกลุ่มรายได้น้อย และ SMEs ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ และดูแลอัตราดอกเบี้ยรายย่อย
ด้านต่างประเทศยังจับตาการประชุม Jackson Hole และท่าทีของ Kevin Warsh ประเมินโอกาส 70-80% ที่จะยังไม่มีการส่งสัญญาณแนวทางนโยบายการเงินที่ชัดเจน เนื่องจากแนวคิดของ Warsh ไม่ต้องการให้ตลาดคาดการณ์ทิศทางล่วงหน้า ซึ่งอาจทำให้ความผันผวนในตลาดการเงิน และ Risk Premium ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ Bond Yield ระยะยาวของสหรัฐ ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ
ส่วนตลาดหุ้นไทย ปัจจัยบวกที่ผ่านมา ได้แก่ ความชัดเจนทางการเมือง กระแสเงินลงทุนในกลุ่ม AI และการปรับเพิ่มประมาณการ GDP ที่ช่วยหนุน EPS อย่างไรก็ตาม ระยะต่อไปต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมูลค่า 2 แสนล้านบาท และ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 เพื่อชดเชยแรงส่งจากภาครัฐที่เริ่มลดลง
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญต้องติดตามทิศทาง Bond Yield สหรัฐ และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับลดลง จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และเปิดทางให้ธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้น
“พิริยพล คงวาณิช” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง กล่าวว่า การประชุม Jackson Hole คาดประธาน Fed จะส่งสัญญาณในโทน Hawkish โดยหากเงินเฟ้อยังไม่ปรับตัวลง เฟดมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐทรงตัวในระดับสูง
สำหรับไทยคาด กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะขึ้นดอกเบี้ย แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนเพียงพอให้ลดดอกเบี้ย
ส่วนตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวน และแกว่งตัวในกรอบแคบ โดย Upside จำกัด จากแรงกดดันด้าน Sentiment ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยช่วยพยุง Downside ทั้งการเติบโตของกลุ่มพลังงาน ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ออกมาดีกว่าคาดราว 11% และ Fund Flow ที่ยังเป็นซื้อสุทธิ หากไม่นับรายการ Big Lot หุ้น TTB
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



