เมื่อมาตรการเข้มข้นของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เตรียมยกระดับการตรวจสอบ “ธุรกรรมเงินสด” ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ครอบคลุมทั้ง การฝาก การถอน และการแลกธนบัตร โดยเฉพาะ “ธุรกรรมซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่าระดับสูง” หากรับหรือจ่ายเงินสดก้อนใหญ่ต้องชี้แจงที่มาและวัตถุประสงค์ เพื่อหวัง “ปิดช่องเงินเทา-ฟอกเงิน” เริ่ม 15 ต.ค. 2569 ดังนั้น หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าอาจจะได้รับผลกระทบดังกล่าว คงต้องยกให้กับ “ภาคธนาคารพาณิชย์-อสังหาริมทรัพย์”
“กรุงเทพธุรกิจ” สอบถามมุมมองเหล่า “กูรูในแวดวงการเงิน” ต่อประเด็นข้างต้นต่างประสานเสียงว่า “ผลกระทบต่อกลุ่มแบงก์และอสังหาฯ” ค่อนข้างจำกัด และมองว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็น “การซ้ำเติม” ต่อผลประกอบการของธุรกิจข้างต้น สะท้อนภาพธุรกรรมส่วนใหญ่ใช้การโอนผ่านระบบธนาคารและมีการตรวจสอบอยู่แล้ว และจากมาตรการนี้ไม่กระทบต่อประมาณการ “กำไร” หรือ “ต้นทุนการดำเนินงาน” อย่างมีนัยสำคัญ
“ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย ให้สัมภาษณ์ว่า มาตรการดังกล่าวไม่น่ากระทบ กลุ่มสถาบันการเงินและอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้ประกอบการและประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ “เงินสดก้อนใหญ่” ในการซื้อขายทรัพย์สิน โดยธนาคารมองว่า “ผลกระทบจำกัด” เพราะธุรกรรมส่วนใหญ่ใช้ “การโอนเงิน” หรือ “การใช้แคชเชียร์เช็ค” (Cashier's Cheque) ที่ปลอดภัย ซึ่งมีร่องรอยธุรกรรม (Audit Trail) ให้ตรวจสอบได้อยู่แล้ว
ขณะที่ “กลุ่มพัฒนาโครงการรายใหญ่” (Developers) การซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนาโครงการมักมี “มูลค่าหลายร้อยล้านบาท” ดังนั้น วิธีการชำระเงินผ่านระบบ “บัญชีบริษัท” (Corporate Account) จึงไม่อยู่ในขอบเขตการใช้เงินสด ส่วนวงเงิน 5 ล้านบาทถือเป็นธุรกรรมขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายระหว่างบุคคล จึงไม่น่ากระทบผู้ประกอบการรายใหญ่โดยรวม
ทั้งนี้ มองว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งหวังเพื่อสกัดเงินสีเทาและการฟอกเงินเป็นหลัก โดยการนำเงินสด 5 ล้านบาทไปซื้อทรัพย์สินถือเป็นธุรกรรมผิดปกติที่อาจนำไปสู่การตรวจสอบแหล่งที่มา หลังผู้กระทำผิดอาจนำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ราคาแพง หรือพระเครื่อง เพื่อสร้างหลักฐานรองรับที่มาของเงิน ทั้งนี้ มองว่าการยกระดับตรวจสอบจะช่วยให้หน่วยงานรัฐติดตามเส้นทางเงิน และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้เข้มงวดยิ่งขึ้น
สำหรับ การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ระดับ 5 ล้านบาทขึ้นไป “ธนเดช” มองว่า ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว เพราะว่า “ไม่สูง” หรือ “ไม่ต่ำ” จนเกินไป และยังไม่กระทบประชาชนทั่วไปที่อาจมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดในบางกรณี เช่น การถอนเงินไปซื้อทองคำแท่ง
อย่างไรก็ตาม หากเป็นธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง การโอนเงินผ่านระบบธนาคาร หรือ PromptPay/E-Banking จะสามารถตรวจสอบที่มาของเงินได้ง่ายกว่า ดังนั้น หากมีผู้พยายามหลีกเลี่ยงการโอนผ่านระบบและเลือกใช้เงินสดจำนวนมาก อาจถือเป็นข้อบ่งชี้ที่หน่วยงานกำกับดูแลนำไปพิจารณาตรวจสอบเพิ่มเติมได้
“วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ไม่น่าจะกระทบต่อกลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากโดยปกติแล้วไม่ค่อยมีผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ด้วยเงินสดจำนวนมากในระดับดังกล่าว ขณะที่กลุ่มผู้ที่มีเงินสดสำรองสูงก็มักมีกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ในระดับราคาที่สูงกว่า 5 ล้านบาทอยู่แล้ว
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ตอบรับในเชิงลบต่อข่าวดังกล่าว สะท้อนว่านักลงทุนไม่ได้มองว่ามาตรการนี้เป็นประเด็นที่ “น่ากังวล” ต่อผลประกอบการหรือแนวโน้มธุรกิจในภาพรวม
สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้อยู่ในภาวะที่ตลาดมีความเปราะบาง แต่มาตรการดังกล่าวไม่น่าจะเป็นปัจจัยซ้ำเติมธุรกิจ เนื่องจากไม่ได้กระทบกลุ่มลูกค้าหลักที่ซื้อที่อยู่อาศัยผ่านสินเชื่อ หรือชำระเงินด้วยการโอนผ่านระบบธนาคารตามปกติ ขณะที่ธุรกรรมเงินสดก้อนใหญ่มีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม
วีระวัฒน์มองต่อว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งตรวจสอบเส้นทางเงินผิดปกติ โดยเฉพาะ “เงินเทาและการฟอกเงิน” มากกว่ากระทบ “ผู้ซื้ออสังหาฯ” ทั่วไป ดังนั้น ผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ทำธุรกรรมผ่านระบบการเงินอย่างถูกต้องไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว โดยคาดว่าธุรกิจธนาคารและอสังหาฯ จะได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากธุรกรรมเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไปมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม
“ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า มาตรการดังกล่าว “ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคาร” เนื่องจากปัจจุบันธนาคารมีกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า หรือ KYC รวมถึงระบบการติดตาม และตรวจสอบธุรกรรมที่มีความผิดปกติอยู่แล้ว ดังนั้น การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดจึงไม่น่าทำให้ “ต้นทุน” หรือ “ภาระการดำเนินงาน” มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ
ขณะที่ ผลกระทบต่อประมาณการ “กำไร” ของกลุ่มธนาคารก็คาดว่าจะมี “จำกัด” เนื่องจากมาตรการไม่ได้เปลี่ยนแปลงภาพรวมการดำเนินธุรกิจของธนาคาร โดยในคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำการลงทุนต่อ “กลุ่มธนาคาร” ไว้เช่นเดิม
ส่วนผลกระทบต่อ “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และการปล่อยสินเชื่อ” มองว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากรูปแบบการซื้อขายบ้านและที่อยู่อาศัยในปัจจุบันส่วนใหญ่ “ไม่ได้ใช้เงินสดจำนวนมาก” แต่เป็นการชำระผ่านเช็คหรือโอนเงินเข้าบัญชีของผู้พัฒนาโครงการโดยตรง ซึ่งมีระบบธนาคารรองรับและสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้อยู่แล้ว
สำหรับ การปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ภาคธนาคารยังคงดำเนินนโยบายอย่าง “ระมัดระวัง” โดยให้ความสำคัญกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าเป็นหลัก ดังนั้น มาตรการคุมเข้มธุรกรรมเงินสดจึงไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ทิศทางการปล่อยสินเชื่อเปลี่ยนแปลง
ภาสกร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันธนาคารยังมุ่งเน้น “การปล่อยสินเชื่อ” ให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับบนมากขึ้น เนื่องจากลูกค้ากลุ่มดังกล่าวมี “ความยืดหยุ่น” ด้านความสามารถในการชำระหนี้มากกว่ากลุ่มระดับล่าง
ท้ายสุด มองว่ามาตรการนี้คือการ “จัดระเบียบและเพิ่มความเข้มงวดเชิงรุก” เพื่อตัดเส้นทางทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ และธุรกิจผิดกฎหมาย โดยในฝั่งของผู้ประกอบการ และผู้บริโภคที่สุจริต แทบจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ในเชิงการทำธุรกิจ และในการใช้ชีวิตประจำวัน



