วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

บล.เมย์แบงก์รุก‘ธุรกิจเวลธ์’ ชูไพร์ทเวทฟันด์ลุย‘อาเซียน’

บล.เมย์แบงก์ เปิดตัว “เมย์แบงก์ ไพร์ทเวทฟันด์” ครั้งแรกในไทย ลุย “ตลาดหุ้นไทยและอาเซียน” ดักทางโอกาสเติบโตในภูมิภาค ตั้งเป้าปั๊ม “เอยูเอ็ม” แตะหมื่นล้านใน 10 ปี ด้านครึ่งปีแรกกำไรพุ่งเกิน 100% มั่นใจทั้งปีนี้โต 500 ล้านบาท  

KEY POINTS

  • บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ด้วยการเปิดตัว "กองทุนส่วนบุคคล Maybank Private Fund"
  • กองทุนใหม่นี้ชู 2 กลยุทธ์หลัก คือการลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นอาเซียน เพื่อเจาะกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ต้องการสร้างการเติบโตในระยะยาว
  • ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของกองทุนส่วนบุคคลไว้ที่ 1,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ และ 4,000 ล้านบาทใน 3-5 ปี
  • การเปิดตัวกองทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการเป็นผู้ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ไปสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารความมั่งคั่งแบบครบวงจร

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ล่าสุด เปิดตัวกองทุนส่วนบุคคล Maybank Private Fund เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรายใหญ่ที่ต้องการสร้างการเติบโตยั่งยืนระยะยาว ด้วยจุดแข็งเชี่ยวชาญเชิงลึกตลาดหุ้นไทยและอาเซียน ผสานเครือข่ายระดับภูมิภาค นำเสนอ 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ กองทุนส่วนบุคคลหุ้นไทย และกองทุนส่วนบุคคลหุ้นอาเซียน ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในไทย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ปัจจุบันตลาดบริหารความมั่งคั่งผ่านกองทุนส่วนบุคคลในไทยมีมูลค่าประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี (ช่วงปี 2560 ถึงไตรมาส 1/2569)

บล.เมย์แบงก์รุก‘ธุรกิจเวลธ์’ ชูไพร์ทเวทฟันด์ลุย‘อาเซียน’

นายอารภัฎ สังขรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หลังได้รับใบอนุญาตและเริ่มดำเนินผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ได้แล้วกว่า 200 ล้านบาท คาดสิ้นปีนี้จะแตะ 1,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมาย AUM ที่ 4,000 ล้านบาทใน 3-5 ปี และทะยานสู่ 10,000 ล้านบาท ภายใน 10 ปี เพื่อยกระดับบทบาท บล.เมย์แบงก์ จากผู้ให้บริการธุรกรรมการลงทุน สู่การเป็น Strategic Wealth Partner แบบองค์รวม 

สำหรับธุรกิจ Private Fund เข้ามาปิดช่องว่างลูกค้าที่ต้องการลงทุนระยะยาว 2-3 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดเมืองไทยยังขาดการให้คำแนะนำที่ชัดเจน เราเน้นให้เม็ดเงินเติบโตจากผลตอบแทนการลงทุน AUM 4,000 ล้านบาทแรก มากกว่าการระดมเงินใหม่อย่างเดียว

ด้วยจุดเด่น Maybank Private Fund ประกอบด้วย 3 ความแข็งแกร่งหลัก 1. Focused Strategy เน้นสร้างผลตอบแทนผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก (หุ้นไทยและอาเซียน) พร้อมจำกัดขนาดกองทุนหุ้นไทยเพื่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูงสุด 2. Dedicated Team บริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญยึดหลัก Alignment of Interests เชื่อมความสำเร็จของลูกค้าเข้ากับบริษัท และ 3.Understand Local, Think Global ดึงความได้เปรียบฐานธุรกิจและเครือข่ายกลุ่มเมย์แบงก์ในภูมิภาค เข้าถึงข้อมูลเชิงลึก ผสานการเชื่อมโยงระดับสากล

พร้อมกันนี้ ภายหลังได้ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการเน้นทำธุรกรรมซื้อขายไปสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารความมั่งคั่งอย่างเต็มตัว พร้อมเร่งขยายทีมที่ปรึกษาการลงทุน เพื่อดูแลกลุ่มลูกค้ารายใหญ่และนักลงทุนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันยังส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงผ่านแอปพลิเคชัน Maybank Invest แบบไม่มีขั้นต่ำ และจุดยืนชัดเจนจะไม่ลงแข่งขันในกลุ่มซื้อขายความถี่สูง เนื่องจากมีอัตราค่าธรรมเนียมที่ต่ำเกินไป

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานปีนี้ บริษัทคาดว่าจะทำกำไรสุทธิเติบโตราว 500 ล้านบาท หลังครึ่งปีแรกทำได้แล้วราว 250 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเกิน 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมากกว่าผลงานทั้งปีของปีก่อนหน้า

สะท้อนภาพในปัจจุบัน บล.เมย์แบงก์มีส่วนแบ่งทางการตลาดรวมอยู่อันดับ 5 ของอุตสาหกรรม โดยยังคงครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในกลุ่มลูกค้ารายย่อยอย่างยาวนาน ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายระยะสั้นในการผลักดันทุกหน่วยธุรกิจขึ้นเป็นอันดับ 1 ภายในปี 2570 และปักธงสร้างกำไรสุทธิแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2573