ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 19 ส.ค.2569 ปรับลง 10.08 จุด หรือ 0.62% อยู่ที่ 1,611.54 จุด มูลค่าการซื้อขาย 12,317.81 ล้านบาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าวันนี้ถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และการร่วงลงของตลาดหุ้นเอเชีย
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 19 ปี โดยพุ่งแตะระดับ 5.3% แม้จะมีการย่อตัวลงจากระดับดังกล่าว แต่ยังถือเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นและเพิ่มแรงจูงใจให้นักลงทุนโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง
ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียก็ปรับตัวลงตามบรรยากาศการลงทุนในตลาดโลก โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงลงมากกว่า 3% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายตามไปด้วย
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางต้นทุนทางเศรษฐกิจ
สำหรับปัจจัยเฉพาะตัวที่เข้ามากดดันหุ้นกลุ่มธนาคาร คือกรณี ING Bank ผู้ถือหุ้นต่างชาติรายใหญ่ของธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ TTB เตรียมทำรายการขายหุ้นผ่าน Big Lot มูลค่ามากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ การทำรายการดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 6.3% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ TTB ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของ ING ลดลงจากประมาณ 21.7% เหลือ 15% โดยราคาขาย Big Lot คาดว่าจะมีส่วนลดจากราคากระดาน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้น TTB ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม มองว่าหากดัชนีลงมาแถว 1,600 - 1,610 จุด เป็นจังหวะที่น่าพิจารณาเข้าซื้ออีกครั้ง เนื่องจากเชื่อว่าตลาดจะสามารถยืนระยะได้แม้จะมีข่าวร้ายจำนวนมาก
"กรณีการขายหุ้นของ ING ถือเป็นปัจจัยเฉพาะตัวของ TTB และเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อหุ้นธนาคาร ขณะที่ภาพรวมตลาดยังต้องเผชิญแรงกดดันจากทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ตลาดหุ้นเอเชีย และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน"



