“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (18 ส.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,621.62 จุด ร่วง 4.82 จุด หรือ 0.30% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,630.87 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,617.37 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 83,308.95 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. PTT ราคาปิด 40.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 2.53% มูลค่าการซื้อขาย 6,368.65 ล้านบาท
2. DELTA ราคาปิด 270.00 บาท ลดลง 7.00 บาท หรือ 2.53% มูลค่าการซื้อขาย 4,498.58 ล้านบาท
3. AOT ราคาปิด 66.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.76% มูลค่าการซื้อขาย 4,082.64 ล้านบาท
4. HANA ราคาปิด 49.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.03% มูลค่าการซื้อขาย 2,945.31 ล้านบาท
5. KBANK ราคาปิด 247.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 0.80% มูลค่าการซื้อขาย 2,749.81 ล้านบาท
วทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีลักษณะแกว่งตัวสลับบวกและลบในกรอบแคบ เนื่องจากตลาดเริ่มขาดปัจจัยข่าวสารใหม่เข้ามากระตุ้น หลังจากก่อนหน้านี้นักลงทุนรับรู้ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไปค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตามจากความกังวลเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลงได้ง่าย
สำหรับปัจจัยในประเทศ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทยเพิ่งสิ้นสุดลง โดยภาพรวมถือว่าออกมาค่อนข้างดีและไม่ได้แย่กว่าที่คาดการณ์ อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมารับข่าวผลประกอบการล่วงหน้าแล้ว เช่น CRC แม้ผลประกอบการออกมาดี แต่ก็ยังเผชิญแรงขายทำกำไร
อย่างไรก็ตาม ได้ปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นมาอยู่ที่ 1,705 จุด จากเดิมประมาณ 1,530 จุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาด จากเดิมประมาณ 100 บาทต่อหุ้น เป็น 110 บาทต่อหุ้น สะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ ในระยะสั้นตลาดอาจยังอยู่ในช่วงพักตัวเพื่อรอปัจจัยใหม่เข้ามาขับเคลื่อน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เน้น Selective Buy หรือเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ขณะที่ธีมการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองว่าตลาดจะกลับมาให้น้ำหนักกับการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นการบริโภคจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก
สำหรับหุ้นเด่น แนะนำ CPALL เนื่องจากคาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศช่วงครึ่งปีหลัง โดยระดับราคาปัจจุบันสามารถเริ่มทยอยสะสมได้แต่ยังไม่แนะนำให้เข้าซื้อเต็มจำนวนในครั้งเดียว เนื่องจากตลาดโดยรวมยังอยู่ในช่วงพักตัวและรอปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ทั้งนี้ หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวตามคาด จะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มค้าปลีกและ CPALL ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการใช้จ่ายของผู้บริโภค



