“ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังตลาดให้น้ำหนักธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. ท่ามกลางแรงกดดันจาก “เงินเยนอ่อนค่า” และ “เงินเฟ้อ” อยู่ในระดับสูง สอดรับความเคลื่อนไหว “ค่าเงิน” ยังต้องจับตาความเสี่ยงจาก Yen Carry Trade Unwind และการแทรกแซงค่าเงิน
“สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม้ตลาดคาด BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยเดือนก.ย. รับแรงกดดันจากเยนอ่อนและเงินเฟ้อ แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ BOJ ส่งสัญญาณคุมเข้มมาระยะหนึ่งแล้ว ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจากการส่งออกและเงินเฟ้อ โดยเยนอ่อนยังเป็นบวกต่อหุ้นส่งออก ทุก ๆ เงินเยนอ่อนค่า 1% อาจหนุนกำไรตลาดหุ้นญี่ปุ่นราว 4-5%
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน แนะเน้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโต AI โดยตรง เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี AI ของโลก แม้จะไม่ได้เป็นผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่โดยตรงก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มบริษัทส่งออกที่ได้รับประโยชน์เงินเยนอ่อนค่า แม้จะไม่ได้รับอานิสงส์จาก AI โดยตรง เช่น Sony และ Uniqlo ซึ่งมีรายได้จากต่างประเทศในสัดส่วนสูง จึงมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า นอกจากนี้ Advantest และ SoftBank จัดว่าเป็นหุ้นเด่น
“ปณตพล ตัณฑวิเชียร” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด กล่าวต่อมุมมองเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางนโยบายการเงินของ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้ตลาดเกิดความผันผวน ขณะที่ความเสี่ยง Yen Carry Trade รอบนี้แตกต่างจากอดีต เพราะความผันผวนเกิดขึ้นท่ามกลางเยนอ่อนค่า ทั้งนี้ ต้องจับตาส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐ-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินเยนและกระแสเงินลงทุน
นอกจากนี้ ยังมองหุ้นญี่ปุ่นเป็นบวกและมีโอกาสขึ้นต่อ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ New Economy ที่ได้ประโยชน์จาก AI และเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะผู้ผลิตวัสดุ อุปกรณ์ทดสอบ และชิ้นส่วนชิป ขณะที่ Old Economy ได้แรงหนุนจากการปฏิรูปตลาดทุน กระตุ้นบริษัทเพิ่มเงินปันผลและซื้อหุ้นคืน ช่วยยกระดับผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่มีความน่าสนใจจากการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยและการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น โดยบางบริษัทมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับประมาณ 7-8%
นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีนโยบายผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยกำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อมุ่งพัฒนาและสร้างศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน มองหุ้นญี่ปุ่นเหมาะลงทุนระยะยาว แม้ระยะสั้นอาจผันผวนจากราคาหุ้นและค่าเงิน แต่พื้นฐานและผลประกอบการยังแข็งแกร่ง ขณะที่ทางการญี่ปุ่นมีแนวโน้มดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังเพื่อให้การขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปอย่างราบรื่น
“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หุ้นญี่ปุ่นกำลังเผชิญบททดสอบจากเงินเฟ้อและทิศทางเงินเยน โดยตลาดคาด BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย. เพื่อรับมือแรงกดดันด้านราคา หากเยนอ่อนค่ามากเกินไป ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐอาจเข้ามาดูแลเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งการแข็งค่าของเยนมีแนวโน้มกดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงตามไปด้วย
ทั้งนี้ มองว่าหากเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้นและตลาดหุ้นเผชิญแรงขาย จะถือเป็นโอกาสทยอยสะสม เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังมีความแข็งแกร่ง โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทในญี่ปุ่น รวมถึงตลาดสหรัฐและไทย ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดไว้
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังอ่อนไหวต่อค่าเงิน เนื่องจากพึ่งพาส่งออกสูง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์และท่องเที่ยว ขณะที่ญี่ปุ่นยังมีบทบาทในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก เช่น Tokyo Electron
ด้านกลยุทธ์ยังมองหุ้นญี่ปุ่นเป็นบวก แนะใช้จังหวะตลาดปรับฐานจากความกังวลเรื่องเยนทยอยสะสม โดยให้น้ำหนัก TOPIX มากกว่า Nikkei เล็กน้อย และนักลงทุนที่ไม่ถนัดเลือกหุ้นรายตัวสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี หรือ Index Fund หรือ ETF เพื่อกระจายความเสี่ยง



